พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai) header
พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai) profile picture

บัญชี X ทางการของพรรคประชาชน - Official X of People's Party ||| โดยประชาชน เพื่อประชาชน สร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของ #ประชาชน

Joined August 2024
Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)Photo by พรรคประชาชน - People's Party (@PPLEThai)
ภูเก็ตต้องเจอกับอุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่ป่าตอง สร้างความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ทั้งที่ภูเก็ตสร้างรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับ 2  เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องคาดไม่ถึง เพราะรัฐมีทั้งข้อมูลและแผนที่ความเสี่ยงดินถล่มตั้งแต่ปี 2563 แต่ระบบเตือนภัยและการดูแลประชาชนยังไม่เพียงพอ เหตุจึงเกิดขึ้นซ้ำๆ แทนที่จะป้องกันได้ นอกจากนี้ ขณะเกิดเหตุ ผู้ว่าฯ ภูเก็ตยังเดินทางไปต่างประเทศ สวนทางกับคำพูดของนายกฯ ที่ว่า ‘ผู้ว่าฯ คือแม่ทัพในการแก้ไขภัยพิบัติ’ - น่าตั้งคำถามว่า ทำไมความเดือดร้อนของคนภูเก็ตจึงสำคัญน้อยกว่าภารกิจอื่น
70
107
2,703
ไทยเผชิญกับปัญหามลพิษรอบด้าน ทั้งที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ทั้งในน้ำ ในดิน ในอากาศ ลามมาถึงอาหารและน้ำที่เราดื่มกิน รัฐบาลมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ครบถ้วน แต่กลับไม่แจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที ไม่มีแผนช่วยเหลือประชาชนระหว่างเกิดเหตุ ทั้งยังไม่เร่งจัดการปัญหาที่ต้นตอ ไม่เร่งคุยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมาและลาว รวมถึงไม่เร่งเอาผิดผู้ลักลอบนำเข้าขยะอุตสาหกรรม แบบนี้ เราจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมาชาติและสิ่งแวดล้อมไว้เพื่ออะไร?
1
180
2
289
4,084
[ น้ำท่วม-ดินถล่มป่าตองเสียหายร้อยล้าน จี้รัฐเยียวยา-เตือนภัย ผู้ว่าฯ ไปไหน ]
.
วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เฉลิมพงศ์ แสงดี @Sam_Chalermpong สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กรณีดินโคลนถล่มป่าตอง โดยมอบหมายให้วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจง
.
ฝนตกหนักวันที่ 26 ตุลาคม กระทบ ต.ป่าตองและ ต.กะทู้ บ้านเรือนและธุรกิจเสียหายกว่า 100 หลังคาเรือน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
.
เฉลิมพงศ์ระบุว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องคาดไม่ถึง เพราะรัฐมีทั้งข้อมูลและแผนที่ความเสี่ยงดินถล่มตั้งแต่ปี 2563 แต่กลับเตรียมพร้อมไม่ทันการณ์ จึงถามถึงหลักเกณฑ์เยียวยาพิเศษ ระบบเตือนภัยในพื้นที่สีแดง และเหตุใดผู้ว่าฯ ภูเก็ตจึงเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าผู้ว่าฯ คือแม่ทัพรับมือภัยพิบัติ
.
วรศิษฎ์ชี้แจงว่า รัฐมีประกันภัยสำหรับภัยพิบัติหลัง 1 ตุลาคม ช่วยเหลือเบื้องต้น 10,000 บาท และชดเชยตามความเสียหายจริง ส่วนผู้ว่าฯ ไปประชุมเรื่องเมืองท่องเที่ยวที่เกาหลีใต้ตามกำหนดการล่วงหน้า โดยหน่วยงานในพื้นที่เตรียมพร้อมแล้ว เฉลิมพงศ์โต้ว่า เมื่อรู้ว่าฝนตกหนัก ผู้ว่าฯ ควรยกเลิกการเดินทางและส่งรองผู้ว่าฯ ไปแทน
.
[ จี้ตรวจพื้นที่เชิงเขา-ปิดช่องโหว่กฎหมายขุดถมดิน ]
.
เฉลิมพงศ์ระบุว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่เชิงเขาอาจเบี่ยงทางน้ำธรรมชาติ จี้ตรวจการขุดถมดินและใบอนุญาตก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงสีแดงของกะทู้ ป่าตอง และกะรน เปิดเผยข้อมูลลำรางสาธารณะ ดำเนินคดีกับผู้เบี่ยงทางน้ำ และแก้กฎหมายให้พื้นที่เสี่ยงต้องขออนุญาตขุดถมดินพร้อมผลศึกษาทางวิศวกรรม แทนการเพียงแจ้ง
.
วรศิษฎ์ระบุว่า เทศบาลสั่งระงับการปรับพื้นที่แล้ว และจะตรวจสอบว่าโรงแรมใกล้เคียงเกี่ยวข้องกับดินสไลด์หรือไม่
.
[ จี้รัฐเร่ง 4 มาตรการภายใน 30 วัน ]
.
เฉลิมพงศ์เสนอ 4 มาตรการ ได้แก่ ฟื้นฟู เยียวยา จัดระเบียบทางน้ำ และแผนป้องกันระยะยาวพร้อมงบฉุกเฉิน ย้ำว่าภูเก็ตสร้างรายได้มหาศาล แต่โครงสร้างพื้นฐานและระบบเตือนภัยตามไม่ทัน
.
วรศิษฎ์ชี้แจงว่า กมลาออกแบบระบบระบายน้ำเสร็จและเตรียมของบฯ ส่วนฉลองใกล้เสร็จเฟส 1 และเตรียมต่อเฟส 2 ขณะที่ ปภ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ พัฒนาระบบเตือนดินสไลด์และน้ำป่า ตั้งเป้าเตือนล่วงหน้า 2–3 ชั่วโมง หากงบท้องถิ่นไม่พอ ขอใช้งบกลางได้
.
เฉลิมพงศ์ยืนยันจะติดตามงบเยียวยาและงบฉุกเฉิน เพราะคนภูเก็ตต้องได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรี
59
1
88
2,534
คงไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้วว่าประเทศไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการจัดการปัญหาสารพิษและภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศ หรือผลกระทบข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้ (29 ต.ค. 2569) เป็นอีกครั้งที่ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ @PLeelaphat สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้สดกลางสภาฯ ถาม สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงประสิทธิภาพและความเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ☠️ [ สารพิษในแม่น้ำข้ามแดน: พูดตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้ก็ยังแก้ไม่ได้ ] ภัทรพงษ์เคยเปิดโปงปัญหากลุ่มทุนทำเหมืองฝั่งเมียนมาปล่อยสารพิษลงแม่น้ำสายและแม่น้ำกกตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ผ่านมา 1 ปี ผลตรวจล่าสุดยิ่งสะเทือนใจ > แม่น้ำสาย อ.แม่สาย พบสารหนูเกินมาตรฐาน 28 เท่า > แม่น้ำโขง จ.เลย พบเกินมาตรฐาน 4.4 เท่า และเริ่มพบสารพิษตกค้างในข้าวสาร > ประชาชนที่ตรวจพบสารหนูเกินเกณฑ์ พุ่งจาก 7 คนเป็น 31 คนในเวลาปีเดียว คำถามคือ ทำไมรัฐบาลยังไม่ยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนในการเจรจาข้ามแดนกับเมียนมา-ลาวอย่างจริงจังเสียที? ☠️ [ สารพิษในน้ำท่วมภาคตะวันออก: รัฐรู้ล่วงหน้า 3 สัปดาห์ แต่ทำไมเงียบกริบ? ] กรณีวิกฤตขยะพิษปนเปื้อนน้ำท่วมที่ จ.ปราจีนบุรี รัฐส่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. ก่อนน้ำท่วมใหญ่ถึง 3 สัปดาห์ แต่กลับไม่มีการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนเตรียมตัว ปล่อยให้ชาวบ้านลุยน้ำพิษจนป่วยแสบผิวหนังกว่า 116 คน กลายเป็นภาคประชาสังคมในพื้นที่ต้องออกโรงเตือนและจัดการปัญหากันเอง หลังจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งกำหนดขอบเขตพื้นที่ปนเปื้อน จัดทำแผนฟื้นฟู และเก็บหลักฐานเพื่อเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อมลพิษ รวมถึงใช้เงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนทันที ⛰️ [ ดินถล่มที่ป่าตอง: รู้มาก่อนแล้วว่าเสี่ยงดินถล่ม ทำไมถึงไม่เตือน? ] เหตุดินโคลนถล่มที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 26 ต.ค. คืนนั้นฝนตกหนักทะลุ 340 มิลลิเมตร ระบบ Cell Broadcast ส่งเตือนภัยตอนตี 3 ว่ามีความเสี่ยง 'น้ำท่วมฉับพลัน' แต่กลับไม่มีคำเตือนเรื่อง 'ดินถล่ม' ทั้งที่จุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่สีแดงเสี่ยงภัยขั้นสูงของกรมทรัพยากรธรณี นี่คือความล้มเหลวในการเชื่อมโยงข้อมูลเตือนภัยระหว่างหน่วยงานรัฐ ใช่หรือไม่? 📌 [ แอกชั่นรอเก้อ: ความใส่ใจที่ไม่ได้วัดกันที่คำพูด ] ทั้ง 3 วิกฤตการณ์นี้สะท้อนปัญหาเดียวกันคือ 'ความใส่ใจและความเอาจริง' ของรัฐบาล ความใส่ใจและความเอาจริงไม่ได้เกิดขึ้นจาก 'คำพูด' แต่ต้องเกิดจาก 'การกระทำ' เป็นสำคัญที่สุด ไม่ใช่ปากบอกจะแก้ แต่แอกชั่นรอเก้อ ง้างรอมาเป็นปีก็ยังไม่ลงมือ จนคนดูเลิกหวังไปนานแล้วแบบนี้
178
245
3,668
วันนี้ (28 ตุลาคม 2569) กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ @AitKanphong สส.กรุงเทพฯ เขต 19 พรรคประชาชน อภิปรายในฐานะผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายที่สามารถกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ได้อย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการถูกเอาเปรียบและการหลอกลวงบนโลกออนไลน์
.
กันต์พงษ์ตั้งคำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ เรายังถูกหลอกผ่านธุรกิจและแพลตฟอร์มอยู่หรือไม่ เรามีกลไกควบคุมธุรกิจและธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง และที่ผ่านมาเราสามารถลงโทษแพลตฟอร์มที่ทำผิดได้จริงหรือไม่
.
ทั้งการหลอกขายสินค้า หลอกไปทำงาน หลอกให้กู้เงิน การกดบัตรคอนเสิร์ต ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่มีอยู่ในปัจจุบัน
.
“ที่ผ่านมาทุกอย่างที่เป็นแพลตฟอร์มยักษ์ ประเทศไทยเหมือนคนตัวเล็กที่แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่สนใจ แต่หากเรามีกฎหมายฉบับนี้ เขาจะรู้ว่าไทยเอาจริง แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่จะมาทำธุรกิจ มาบริการคนไทย และเอาเงินของคนไทย จะต้องเข้ามาอยู่ในระบบที่เราต้องควบคุมได้” กันต์พงษ์กล่าว
.
ร่างกฎหมายของพรรคประชาชนมุ่งปรับเปลี่ยนกรอบการกำกับดูแลไปสู่ พ.ร.บ.ธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มที่เข้ามาให้บริการในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ชัดเจน ทั้งการแจ้งประกอบธุรกิจ การขออนุญาต และการมีตัวแทนในประเทศไทย พร้อมกำหนดมาตรการลงโทษเมื่อมีการกระทำผิด
.
พร้อมเสนอ ‘โมเดล 3 ค.’ เป็นหลักการกำกับดูแล ได้แก่ - คุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันประชาชนจากการถูกเอาเปรียบและหลอกลวง - คัดกรองธุรกิจ กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับผู้ที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจและให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย - ควบคุมแพลตฟอร์ม ทำให้รัฐมีอำนาจกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างชัดเจน
.
เพราะแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ควรมีอำนาจเหนือกติกา และประชาชนไทยไม่ควรต้องรับความเสี่ยงจากการให้บริการที่รัฐไม่สามารถกำกับดูแลได้
.
“ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไม่ยอมให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นขยะที่สร้างปัญหาให้กับประชาชนของเราอีกต่อไป”
2
96
1
197
4,676
จากการอภิปรายในสภาฯ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 สู่การออกหมายจับและทลายเครือข่าย 'เบน สมิธ', 'ยิม เลียก' และพวกเมื่อวานนี้ ย้อนฟังการอภิปรายของ 'รังสิมันต์ โรม' @RangsimanRome เต็มๆ อีกครั้ง
8
887
7
1,280
18,360
โครงการ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ 1 ล้านหลังคาเรือน ที่รัฐบาลเตรียมนำเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท มาสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคา ครัวเรือนละ 50,000 บาท กำลังสร้างคำถามตัวโตๆ ว่า รัฐบาลต้องการส่งเสริมพลังงานสะอาดให้ประชาชน หรือกำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่กันแน่? ศุภโชติ ไชยสัจ @SupachotChai สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เดิมทีรัฐบาลกำหนดให้ประชาชนต้องเลือกใช้บริการจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือบริษัทติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าทั้งสองแห่งเท่านั้น ซึ่งถือว่ามีการคัดกรองผู้ประกอบการผ่านระบบขึ้นทะเบียนไปแล้วชั้นหนึ่ง  แต่ตอนนี้รัฐบาลกลับกำหนดเงื่อนไขทางการเงินเพิ่มขึ้นอีกชั้น โดยบังคับให้ผู้ประกอบการติดตั้งต้องจัดหาหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร (Bank Guarantee) วงเงิน 50,000 บาทต่อหลัง เพื่อรับประกันการติดตั้งและส่งมอบงาน และต้องจัดหาหนังสือค้ำประกันอีก 10,000 บาทต่อหลัง เพื่อรับประกันบริการหลังการขายเป็นเวลา 7 ปี ลองคิดคำนวณดู หากผู้ประกอบการรายใดรับงานติดตั้ง 100 หลัง จะต้องจัดหาวงเงินค้ำประกันสูงถึง 5 ล้านบาท และหลักประกันหลังส่งมอบอีก 1 ล้านบาท รวมเป็นเงินสูงถึง 6 ล้านบาท ซึ่งวงเงินค้ำประกัน 50,000 บาทต่อหลังนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35.7% ของราคาแพ็กเกจมาตรฐาน 140,000 บาท สูงกว่าหลักประกันสัญญาในงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยทั่วไปซึ่งกำหนดไว้เพียง 5% ของมูลค่าสัญญาเท่านั้น  เงื่อนไขเหล่านี้อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนและวงเงินสินเชื่อจากธนาคารจำนวนมาก แต่สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่มีเงินทุนจำกัด นี่เป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ตั้งแต่ต้น  นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์กับการไฟฟ้า กลับปรากฏชื่อบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่อย่าง บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น รวมอยู่ด้วย  ซึ่งก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า นี่คือการจงใจตั้งเงื่อนไขหลักประกันเพื่อสกัดผู้เล่นรายย่อย เพื่อให้เหลือผู้เล่นที่มีศักยภาพรับงานจริงเพียงไม่กี่ราย รวมถึงเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่ครอบครัวนายกรัฐมนตรีถือหุ้นอยู่ ใช่หรือไม่? พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาชี้แจงเงื่อนไขและข้อครหานี้ให้ชัดเจน โดยเราจะเกาะติดและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่เข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่งไปเสียก่อน
7
356
4
490
7,943
🐟 [ พรรคประชาชนลงพื้นที่ปราจีนบุรี เก็บตัวอย่างน้ำ ตรวจความปลอดภัยแหล่งอาหารหลังน้ำท่วม ] เมื่อวานนี้ (27 ต.ค. 2569) ทีมพรรคประชาชน นำโดย นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต @naruematpty สส.ชลบุรี เขต 6 และ พูนศักดิ์ จันทร์จำปี @PChanchamp50123 สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกับภาคประชาสังคม ลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจแล็บ หลังประชาชนร้องเรียนความกังวลเรื่องกากอุตสาหกรรมปนเปื้อนหลังน้ำท่วม การลงพื้นที่เริ่มต้นจากรอบโรงงานฝังกลบกากอุตสาหกรรม บ.กรีน-เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด เลาะตามคลองลำผักชี ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ ถึงวัดกาดสะแก และต้นน้ำคลองไผ่ชะเลือด เนื่องจากช่วงน้ำท่วมมีรายงานน้ำบ่อฝังกลบล้นออกนอกพื้นที่ และพบคราบคล้ายน้ำมัน แม้ตอนนี้น้ำจะลดแล้ว แต่สารพิษตกค้างอาจสะสมในดิน ตะกอน และสัตว์น้ำได้ยาวนาน ⚠️ [ ทำไมบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม ถึงตั้งอยู่บน ‘พื้นที่รับน้ำ’? ] นฤมาศตั้งคำถามถึงมาตรฐานการกำกับดูแลของรัฐ เพราะบ่อฝังกลบแห่งนี้ตั้งอยู่บน ‘พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ’ หากอนุญาตให้สร้างบนทางน้ำไหลตั้งแต่ต้น สิ่งที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วมย่อมไม่ใช่ ‘อุบัติเหตุ’ แต่เป็นความเสี่ยงที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า และจะเกิดซ้ำทุกครั้งที่น้ำหลาก 🍽️ [ จากหลุมฝังกลบสู่ ‘จานข้าว’: มลพิษข้ามจังหวัดกระทบคนทั้งประเทศ ] ปัจจุบันชุมชนท้ายน้ำต้องใช้น้ำด้วยความหวาดระแวง และที่สำคัญ แม่น้ำปราจีนบุรีคือแหล่งเลี้ยงปลาในกระชังและเป็นต้นน้ำไหลสู่แม่น้ำบางปะกงออกสู่อ่าวไทย หากน้ำต้นทางปนเปื้อน ผลกระทบจะลามไปถึงฉะเชิงเทรา ชลบุรี และผู้บริโภคทั่วประเทศ มลพิษจะเดินทางจากหลุมฝังกลบ ลงแหล่งน้ำ เข้าสู่ปลาและนาข้าว จนมาถึง ‘จานข้าว’ ของพวกเราทุกคน ตัวอย่างน้ำทั้งหมดที่เก็บได้ในวันนี้จะถูกส่งไปตรวจวิเคราะห์และเปิดเผยผลต่อสาธารณะ โดยพรรคประชาชนพร้อมติดตามการทำงานของกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด 📌 [ 2 ข้อเรียกร้องจากพรรคประชาชน ] (1) ตรวจคุณภาพสัตว์น้ำและผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อปกป้องสุขภาพผู้บริโภค และคุ้มครองอาชีพของเกษตรกรผู้บริสุทธิ์ (2) เสนอให้ปรับเกณฑ์การอนุญาตฝังกลบกากอุตสาหกรรม โดยห้ามตั้งในพื้นที่รับน้ำและเส้นทางน้ำธรรมชาติ พร้อมบังคับให้มีมาตรการรับมือน้ำท่วมที่ชัดเจนก่อนถึงฤดูน้ำหลากรอบหน้า ปัญหากากอุตสาหกรรมไม่ใช่ปัญหาของปราจีนบุรีเพียงจังหวัดเดียว แต่เป็นโจทย์ร่วมของภาคตะวันออกทั้งภูมิภาค พรรคประชาชนจะติดตามเรื่องนี้ต่อไปจนกว่าประชาชนจะได้คำตอบที่ชัดเจน ว่าน้ำที่ใช้และอาหารที่กินนั้นปลอดภัยจริงหรือไม่
2
128
1
215
4,472
ชัยชนะในฮังการี เซอร์เบีย และบราซิลแสดงให้เห็นว่า ประชาชนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านการเลือกตั้ง แม้ฝ่ายขวาและกลุ่มอำนาจนิยมครองอำนาจมายาวนาน . ผมขอแสดงความยินดีกับประธานาธิบดี ลุยส์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา และพรรคแรงงานบราซิล (PT) ซึ่งเป็นสมาชิก Progressive Alliance (PA) เครือข่ายพรรคการเมืองหัวก้าวหน้าทั่วโลก ซึ่งพรรคประชาชนเป็นสมาชิกเช่นกัน ผมได้ส่งหนังสือแสดงความยินดีผ่านเครือข่าย PA ด้วย วันที่ 27 ตุลาคมยังเป็นวันเกิดของท่านด้วย - HBD Lula . ที่ฮังการี พรรค TISZA ของปีเตอร์ มักยาร์ ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 12 เมษายน ยุติเส้นทางอำนาจ 16 ปีของ วิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฝ่ายขวาคนสำคัญของยุโรป . ส่วนเซอร์เบีย หลังคาสถานีรถไฟในเมืองโนวีแซดถล่ม การประท้วงต่อต้านการทุจริตพัฒนาเป็นขบวนการนักศึกษา ก่อนขยายสู่สนามเลือกตั้ง โดย Student List ชนะการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อ 25 ตุลาคม เหนือฝ่ายรัฐบาลที่นำโดย อเล็กซานดาร์ วูชิช . แม้ทั้ง 3 ประเทศมีบริบทต่างกัน แต่มีบทเรียนร่วมกันว่า ความไม่พอใจผู้มีอำนาจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ พลังของประชาชนต้องรวมตัวเป็นทางเลือกทางการเมืองที่ชัดเจน มีเป้าหมายว่าอยากเห็นประเทศเป็นแบบไหน และทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนได้อย่างไร . พรรคการเมืองเชื่อมข้อเรียกร้องของประชาชนให้เป็นนโยบายและแผนเปลี่ยนแปลง ทำให้ ‘เจตนาของประชาชน’ กลายเป็น ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ที่ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง . ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของพรรคอนาคตใหม่ เราต้องการสร้าง ‘พรรคมวลชน’ ที่มีอุดมการณ์ชัดเจน ขยายฐานความคิดและแนวร่วม เป็นพรรคที่ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ . ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ผมขอยืนยันคำประกาศวันก่อตั้งพรรค 9 สิงหาคม 2567 ว่า เราต้องการเป็นพรรคการเมืองโดยประชาชน เพื่อประชาชน และสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ไม่ว่าจะชื่อไหนหรือยุคไหน เรายึดมั่นในแนวทางพรรคมวลชนและคุณค่าเรื่องเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ประชาธิปไตย นิติรัฐ และสิทธิมนุษยชน . ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกประเทศ แต่ชัยชนะเหล่านี้ย้ำว่า พรรคการเมืองต้องทำงานทั้งในสภา นอกสภา และทางความคิด เพื่อให้ประชาชนเห็นเป้าหมายร่วมกันและร่วมกันผลักดันความเปลี่ยนแปลง
21
342
3
772
10,100
[ ‘เดชรัต’ จี้ ‘สุริยะ’ ตอบปมจดทะเบียนกะเพราแก้วจุรี เปิดผลตอบแทนกองทุนฯ เสนอทำฐานข้อมูลคุ้มครองพันธุ์กะเพราไทย ]
.
เดชรัต สุขกำเนิด @Decharut114 ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) และหัวหน้าทีม ครม.เงา ด้านคุณภาพชีวิต พรรคประชาชน ตั้งคำถามกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ ‘กะเพราแก้วจุรี’ 4 สายพันธุ์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ชี้รัฐต้องสร้างความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและฐานพันธุกรรมดั้งเดิม
.
เดชรัตระบุว่า พรรคประชาชนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช แต่กะเพราเป็นพืชที่ประชาชนปลูกและซื้อขายทั่วไป โดยมักไม่ได้ระบุสายพันธุ์ชัดเจน จึงต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจขอบเขตการคุ้มครองอย่างชัดเจน
.
แม้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบแล้ว แต่ยังมีคำถามสำคัญที่กระทรวงต้องตอบ
.
1. กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองต่างจากพันธุ์ทั่วไปอย่างไร?
.
กระทรวงต้องชี้แจงว่ากะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์แตกต่างจากกะเพราทั่วไปและสายพันธุ์ต้นทาง CPR1 อย่างไร เพื่อให้ประชาชนจำแนกได้และลดความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิ
.
2. ผลประโยชน์จากพันธุกรรมพืชกลับคืนสู่สังคมเท่าไร?
.
การพัฒนาพันธุ์ดังกล่าวใช้กะเพราป่าเป็นฐาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแบ่งปันผลประโยชน์ตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ เดชรัตชี้ว่า ไม่ควรอ้างว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับ เพราะกฎหมายจำกัดการเปิดเผยเฉพาะกรรมวิธีในการปรับปรุงพันธุ์
.
ข้อมูลระบุว่า ระหว่างปี 2561–2568 มีข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ 207 ราย แต่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชมีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 467,000 บาท โดยปี 2567 มีรายได้ 366,668 บาท จึงควรตรวจสอบความเป็นธรรมและประสิทธิภาพของกลไกดังกล่าว
.
เสนอทำฐานข้อมูลกะเพราไทย รักษาความหลากหลาย
.
เดชรัตเสนอให้จัดทำฐานข้อมูลกะเพราไทย ซึ่งมีรายงานว่ามีกว่า 200–300 สายพันธุ์ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นตามมาตรา 45 เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร มีบทบาทคุ้มครองพันธุ์พืชตามมาตรา 47 และร่วมเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์กับผู้พัฒนาพันธุ์ได้โดยตรง
.
เดชรัตย้ำว่า การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ต้องควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและฐานพันธุกรรมดั้งเดิม รัฐต้องมีกลไกโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและประโยชน์ของส่วนรวมอย่างยั่งยืน
7
135
2
217
4,234
🔥 [ ดีเซลทะลุ 43 บาท! 4 ข้อเสนอจากพรรคประชาชน แก้น้ำมันแพง-กองทุนติดลบ ] วิกฤตราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงถึงลิตรละ 43.54 บาท กำลังซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชนและเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ในการประชุม ครม.เงา วันนี้ (26 ต.ค. 2569) ศุภโชติ ไชยสัจ @SupachotChai สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงว่า รัฐบาลแทบไม่เหลือเครื่องมือในการรับมือวิกฤต หลัง ‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ติดลบทะลุ 100,000 ล้านบาท ซ้ำร้าย รัฐบาลยังพยายามแก้ปัญหาแบบ ‘ควักทุกกระเป๋า’ ดึงเงินจากทุกแหล่งมาแก้วิกฤต โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว ทั้งแนวคิดดึงเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาเสริมสภาพคล่อง ทั้งที่ควรนำไปลงทุนลดการใช้พลังงานในระยะยาว หรือการนำเงินปันผลที่กระทรวงการคลังได้รับจากการถือหุ้นในบริษัทน้ำมันมาช่วยประคองราคา และที่สำคัญกว่านั้น ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนรัฐบาลจะควักทุกกระเป๋า งัดทุกกระบวนท่าออกมาหมดแล้ว แต่กลับไม่ยอมทำในหลายๆ สิ่งที่เคยรับปากไว้ ❌ ปราบน้ำมันเถื่อน-กักตุน ยังจับ ‘ไอ้โม่ง’ รายใหญ่ไม่ได้ ❌ ปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน ยังอิงตลาดสิงคโปร์ มีค่าใช้จ่ายแฝงซ้ำเติมประชาชน ทั้งที่ไทยมีโรงกลั่นเอง ❌ จัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินโรงกลั่น เงียบหายเข้ากลีบเมฆ ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ⬇️ ระยะเฉพาะหน้า: ลดดีเซลทันที 7 บาท/ลิตร > ปรับลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงลิตรละ 6 บาทเป็นการชั่วคราว > เจรจาปรับลดค่าการตลาดลงอีกลิตรละ 1 บาท > เร่งทบทวนการอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ เพื่อความเป็นธรรม 💰 ระยะยาว: ดัน พ.ร.บ.ภาษีลาภลอย > คุมกลุ่มธุรกิจที่ฟันกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงวิกฤต โดยพรรคประชาชนเตรียมเสนอร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เข้าสู่สภาฯ เร็วๆ นี้ เพื่อหยุดการค้ากำไรเกินควรอย่างยั่งยืน
128
2
175
4,815
☢️ [ สารหนู-ตะกั่วในแม่น้ำ ลามมาถึง ‘ข้าว’ ที่เรากินแล้ว ส่วนรัฐบาลหายเข้ากลีบเมฆ ] ปัญหามลพิษข้ามแดนจากเหมืองแร่ในประเทศลาวและเมียนมากำลังทวีความน่ากลัวขึ้น เมื่อน้ำชลประทานจากแม่น้ำสายและแม่น้ำกกเข้าขั้น ‘เป็นพิษ’ พบสารหนูเกินค่าความปลอดภัยสูงถึง 28 เท่า ตะกั่วเกินมาตรฐาน 5 เท่า และจากสุ่มตรวจดินปลูกพืช 20 แปลง พบสารหนูเกินเกณฑ์ถึง 11 แปลง ซ้ำร้าย ผลตรวจเมล็ดข้าวนาปลังช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ยืนยันว่า พบสารหนูและตะกั่วเจือปนเกินมาตรฐาน ซึ่งประชาชนนำไปบริโภคโดยไม่รู้ตัว เสี่ยงรับสารโลหะหนักอันตราย โดยเฉพาะตะกั่วที่ทำลายพัฒนาการทางสมองของเด็กเล็ก ในการประชุม ครม.เงา วันนี้ (26 ต.ค. 2569) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ @teng_pple หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงซัดรัฐบาลเพิกเฉย ไม่จัดสรรงบตรวจวัดสารพิษ จนผลตรวจข้าวล่าช้าไปถึง 5 เดือน 💡 [ คำแนะนำบรรเทาความเสี่ยงเฉพาะหน้า ] ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงปรับเปลี่ยนแหล่งซื้อข้าว หรือสลับไปกินแป้งชนิดอื่น ส่วนบ้านที่มีเด็กเล็กหรือหญิงตั้งครรภ์ หากจำเป็นต้องบริโภคข้าวในพื้นที่ ให้หุงแบบใส่น้ำจำนวนมากแล้วรินน้ำทิ้ง (หุงแบบเช็ดน้ำ) จะช่วยลดปริมาณสารหนูลงได้ประมาณครึ่งหนึ่ง 🏛️ [ ข้อเรียกร้องเชิงนโยบายถึงรัฐบาล ] (1) คณะรัฐมนตรี ต้องเร่งอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสแกนผลผลิตรายแปลงก่อนปล่อยออกสู่ตลาด คัดแยกข้าวที่ไม่ผ่านเกณฑ์ออก และจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรเต็มจำนวน โดยย้ำว่าเกษตรกรคือผู้เสียหายด่านแรก ไม่ใช่ผู้รับบาปที่จะต้องโดนสังคมเหมารวมว่าข้าวทั้งพื้นที่ปนเปื้อน (2) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องนำแผนที่พื้นที่เสี่ยงที่กรมพัฒนาที่ดินและเกษตรอำเภอจัดทำร่วมกับอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน มาใช้ประเมินแนวทางการปรับปรุงดิน สนับสนุนการเปลี่ยนชนิดพืชเพาะปลูก และจัดหาอาชีพชดเชยช่วงฟื้นฟูพื้นที่ (3) กระทรวงสาธารณสุข ต้องเร่งลงพื้นที่ดูแลสุขภาพประชาชนโดยด่วน หลังพบผลตรวจประชาชน 549 คนในจังหวัดเชียงราย มีผู้ได้รับสารหนูอนินทรีย์ซึ่งเป็นชนิดอันตรายเกินค่าความปลอดภัยสูงถึง 31 คน (4) คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) ต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมเสียที หลังจากการประชุมตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมาในปี 2569 ไม่เคยนำปัญหามลพิษน้ำข้ามแดน รวมถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอุตสาหกรรมเข้าหารือเลยแม้แต่ครั้งเดียว
3
783
2
749
10,516
[ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกยังจมน้ำ: เสียงสะท้อนจากหนองจอก ถึงการบริหารจัดการน้ำที่ไม่เท่าเทียมและการเยียวยาที่ต้องสมเหตุสมผล ] . “ท่วมก่อน แห้งทีหลัง จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ คือต้องยอมรับว่าน้ำท่วมปีนี้มีจุดที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าปี 2554 นั่นคือบริเวณตะวันออกสุดของกรุงเทพมหานคร”  . หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ ส.ก.เขตหนองจอก พรรคประชาชน สะท้อนถึงสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะในเขตหนองจอก ทั้งชุมชนเกาะกลางพัฒนา บ้านริมคลองผดุงพันธ์ และบ้านริมคลองเลียบคลอง 13 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสายน้ำสำคัญอย่างคลองแสนแสบและคลองนครเนื่องเขตไหลผ่าน และหากนับรวมพื้นที่ใกล้เคียงอย่างมีนบุรีและลาดกระบัง จะครอบคลุมถึง 7 แขวง มีลำคลองเชื่อมโยงกันไม่น้อยกว่า 82 คลอง . หยกพรชัยระบุว่า ต้องยอมรับว่าการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพฯ ชั้นในทำได้ดีมาก น้ำแห้งลงตั้งแต่ช่วงแรกๆ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ในทางกลับกัน การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่หนองจอกกลับมีความผิดพลาดและล่าช้า หลายพื้นที่น้ำท่วมยืดเยื้อเรื้อรังมาเกือบ 1 เดือนแล้ว . ฝ่ายบริหารพยายามดันน้ำออกไปทางทิศตะวันออก ทั้งที่ระดับน้ำภายนอกสูงกว่า ทำให้ระบายน้ำออกไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงยอมเปิดประตูระบายน้ำเพื่อปล่อยน้ำไหลไปทางทิศตะวันตกตามธรรมชาติ จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ระดับน้ำในพื้นที่จึงเริ่มลดลง ซึ่งหากมีการตัดสินใจที่ถูกต้องและรวดเร็วกว่านี้ ประชาชนคงไม่ต้องแบกรับความเดือดร้อนยาวนานขนาดนี้ . ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากเกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่หนองจอก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนาข้าว ต่างระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า “เข้าใจได้ว่าทำไมต้องระบายน้ำมาลงพื้นที่เรา เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นท้องนา การปล่อยให้น้ำท่วมขังในนาก็ยังดีกว่าปล่อยให้เข้าไปท่วมในเมืองใหญ่ ซึ่งต้องเสียสูญเสียงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจมหาศาล แต่ในอนาคต หากพื้นที่เราต้องรับภาระเสียสละแบบนี้ รัฐก็ควรเข้ามาพูดคุยและตกลงกันให้ชัดเจนว่าจะมีการชดเชยและดูแลอย่างไรให้เป็นธรรม” . นอกจากนี้ หยกพรชัยยังได้สะท้อนถึงปัญหาในเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย ซึ่งมีความเหลื่อมล้ำและไม่เท่าเทียมกันอยู่มาก โดยพบปัญหาจากการลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 5,000 บาท และ 9,000 บาท ที่เกิดความสับสนในนิยามระหว่าง ‘น้ำเข้าบ้าน’ กับ ‘น้ำล้อมบ้าน’ จนทำให้บ้านที่อยู่ติดกันและได้รับผลกระทบเหมือนกัน กลับได้รับเงินเยียวยาไม่เท่ากัน จึงอยากเสนอให้ภาครัฐเปิดช่องทางอุทธรณ์สิทธิให้แก่ประชาชนที่ตกสำรวจหรือได้รับสิทธิไม่ถูกต้อง . พร้อมกันนี้ ยังขอเสนอให้ทบทวนและปรับเพิ่มเกณฑ์การเยียวยา จากเดิมที่พิจารณาเพียง ‘น้ำท่วมไม่เกิน 7 วัน’ และ ‘น้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป’ เพราะประชาชนในพื้นที่หนองจอกต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังยาวนานนับเดือนแล้ว จึงควรได้รับการชดเชยที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมากกว่านี้
1
185
218
4,812
การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ เกิดขึ้นมานานแล้วในพื้นที่ EEC แต่รัฐบาลมองไม่เห็น (ไม่รู้อะไรบังตา?) จนภาคประชาชนต้องต่อสู้-จัดการกันเอง ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจัง แก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาด อย่าแค่ออกมาแอกชั่นเล่นใหญ่ แต่สุดท้ายเอาผิดใครไม่ได้
1
261
2
360
5,185
[ วีระยุทธ - เดชรัต จี้รัฐบาลเจรจา FTA ไทย–อียู ต้องฟังเสียงคนในประเทศ เตือนอย่าปกป้องกลุ่มทุนใกล้ชิดนายกฯ เปิดร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ลดข้อกังขาเกษตรกร ]
.
22 ตุลาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center และวริสา มีเจริญ คณะทำงานเชิงประเด็นเกษตร แถลงผลการติดตามการเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรป เรียกร้องรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศอย่างจริงจัง
.
[ วีระยุทธชี้เจรจาขาดยุทธศาสตร์ ไทยต้องประเมินผลกระทบให้รอบด้าน ]
.
วีระยุทธเปิดเผยว่า การเจรจารอบที่ 10 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีความคืบหน้าจากทั้งหมด 24 บท โดยบรรลุข้อตกลงแล้ว 15 บท และเหลืออีก 9 บท แต่รัฐบาลยังขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ให้ความสำคัญกับการเจรจากับต่างประเทศมากกว่าการหารือกับเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการในประเทศ
.
ขณะเดียวกัน การประเมินผลกระทบยังอ้างอิงรายงานปี 2563 โดยไม่มีการศึกษาใหม่หลังโควิด-19 ทำให้ไทยขาดข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์และต้องพึ่งพารายงานจากฝั่งยุโรปเป็นหลัก ดังที่วีระยุทธกล่าวว่า “ไม่รู้เขา ไม่รู้เรา”
.
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่ขยะอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์จะปะปนมากับสินค้าที่ผ่านการผลิตซ้ำ (remanufactured goods) เช่น ซากรถยนต์และชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ หากระบบศุลกากรและการสำแดงสินค้ายังมีช่องโหว่ ก็อาจซ้ำเติมปัญหาการลักลอบนำเข้ากากขยะอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก
.
วีระยุทธยังตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจปกป้องกลุ่มทุนก่อสร้างที่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นพิเศษ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กต้องเผชิญการแข่งขัน
.
[ เดชรัตจี้เปิดร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช รับฟังเสียงเกษตรกร ]
.
เดชรัตกล่าวว่า จากข้อมูลในการหารือ สหภาพยุโรปไม่ได้กำหนดให้ไทยเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 โดยตรง แต่ต้องการให้ปรับกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช
.
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่เปิดเผยชัดเจนว่าจะปรับแก้กฎหมายอย่างไร และจะรักษาสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึง ใช้ประโยชน์ และเก็บรักษาพันธุ์พืชเดิมอย่างไร
.
เดชรัตเรียกร้องให้กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยร่างกฎหมายและจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างโปร่งใส ไม่ควรรอจนถึงปี 2570 โดยไม่สร้างความเข้าใจล่วงหน้า เพราะอาจเพิ่มความกังวลและความขัดแย้งในสังคม
.
วีระยุทธยืนยันว่า คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจพร้อมเป็นเจ้าภาพร่วม เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และเกษตรกรหารือกัน เพื่อให้การเจรจา FTA ไทย–อียูโปร่งใส สมดุล และคำนึงถึงทั้งโอกาสและความเสี่ยงของคนในประเทศอย่างรอบด้าน
4
414
3
492
6,055
☢️ [ ขยะพิษท่วมเมือง: ‘อาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม’ ที่ทำกันเป็นขบวนการ ไม่สนกฎหมาย ไม่เห็นหัวประชาชน ] ในสำนวนไทยเดิมมีคำว่า ‘น้ำลดตอผุด’ แต่กรณีขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC และภาคตะวันออก ปัญหากลับลอยโผล่ขึ้นมาพร้อมกับน้ำท่วม ชะขยะพิษที่ถูกลักลอบทิ้งไว้เต็มบ้านเต็มเมืองออกมากองประจักษ์คาสายตา วันนี้ (22 ต.ค. 2569) วัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สส.ระยอง เขต 5 พรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดถามต่อรัฐบาล ชี้ว่านี่ไม่ใช่แค่การลักลอบทิ้งขยะธรรมดา แต่เป็น ‘อาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม’ ที่ทำกันเป็นขบวนการ ตั้งแต่การลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ การตั้งโรงงานเถื่อน ไปจนถึงการนำสารเคมีอันตรายไปทิ้งในพื้นที่ธรรมชาติ คำถามที่อดถามไม่ได้จริงๆ คือที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง ทำไมถึงแก้ปัญหานี้ไม่ได้ทั้งที่มันดำรงอยู่มานานแล้ว แบบที่คนรู้กันทั้งตำบล? ซึ่งคำตอบที่เราได้จาก วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ในการตอบกระทู้วันนี้ ยังถือว่าดี เพราะไม่ใช่การปฏิเสธเสียงแข็ง ยืนกระต่ายขาเดียวว่าที่ผ่านมาทำมาดีแล้ว ไม่มีปัญหา แต่เป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ว่าที่ผ่านมาเกิดความหละหลวมขึ้นจริงในด้านการทำงานของหน่วยงานรัฐ ด้วยเหตุนี้ วัชรพงษ์จึงนำเสนอแนวทางสำหรับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 📍 (1) สกัดขยะพิษตั้งแต่ด่านศุลกากร ปิดช่องโหว่การสำแดงสินค้าเท็จและการใช้เขตปลอดอากรเป็นจุดพักสินค้า โดยเสนอให้สินค้านำเข้ากลุ่มเสี่ยงทั้งหมดเข้าสู่ช่องตรวจเข้ม Red Line และผ่านการเอกซเรย์ 100% 📍 (2) บังคับใช้กฎหมายจริงจัง ไม่ปล่อยให้ทำผิดคุ้มกว่าทำถูก ปัจจุบันการกำจัดอย่างถูกต้องมีต้นทุนสูง นายทุนจึงยอมจ่ายค่าปรับที่ถูกกว่าแล้วแอบทิ้ง หากไม่มีการตรวจคุมเข้มและลงโทษจริงจัง ปัญหาก็จะวนลูปเดิม 📍 (3) ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนทันที ไม่ต้องรอคดีสิ้นสุด เมื่อจับโรงงานเถื่อนได้ ต้องรีบขนย้ายของเสียและฟื้นฟูพื้นที่ทันที เพราะสุขภาพประชาชนรอความยุติธรรมหลายปีท่ามกลางกองสารพิษไม่ได้ ปัญหานี้สะสมมานานจนกระทั่งน้ำท่วมพาขยะพิษออกมาเป็นข่าวใหญ่ รัฐบาลจึงเริ่มขยับ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเร่งล้างบางขบวนการนายทุนและเจ้าหน้าที่ที่รับส่วย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นที่ทิ้งขยะพิษของใครอีกต่อไป
2
393
1
419
5,750
⚖️ [ แก้กฎหมายศาลแรงงาน เพิ่มอำนาจพิจารณาคดีอาญา แต่เสี่ยงเพิ่มภาระประชาชน-กระทบสิทธิสู้คดี ] วันนี้ (21 ต.ค. 2569) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณัฐวุฒิ บัวประทุม @nuttha_PPLE สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายร่างแก้ไข พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ และร่างแก้ไข พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ในวาระที่ 1 ซึ่งเสนอโดย ครม. โดยมีสาระสำคัญคือการเพิ่มอำนาจให้ศาลแรงงานพิจารณา ‘คดีอาญา’ เพิ่มเติม ณัฐวุฒิระบุว่า การเพิ่มอำนาจการพิจารณาคดีอาญาให้กับศาลแรงงานนั้น แม้จะเข้าใจวัตถุประสงค์ว่าต้องการให้คณะผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านแรงงานมาพิจารณาคดีอาญาด้านแรงงานด้วย แต่มีข้อสังเกตสำคัญ 3 ประการที่เสี่ยงกระทบสิทธิประชาชน 📍 1. เพิ่มภาระเดินทาง-ย้อนแย้งหลักการ ศาลแรงงานมีเพียงสิบกว่าแห่งทั่วประเทศ ต่างจากศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มีทุกจังหวัด การขยายอำนาจให้ศาลแรงงานคุมคดีอาญาจะกลายเป็นการบีบให้ประชาชนต้องเดินทางข้ามพื้นที่ ขณะที่บทบัญญัติยกเว้นที่เปิดทางให้ศาลแรงงานโยนคดีกลับไปให้ศาลชั้นต้นระดับจังหวัดไต่สวนแทนได้นั้น ก็ย้อนแย้งกับวัตถุประสงค์ของการแก้ไขร่างกฎหมายเสียเอง ที่ต้องการใช้ความเชี่ยวชาญของศาลแรงงาน 📍 2. ขยายและริบอำนาจในเวลาเดียวกัน ร่างกฎหมายเปิดช่องให้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดความผิดอื่นที่จะให้พิจารณาผ่านศาลแรงงานได้ แต่กลับเปิดช่องให้ออกพระราชกฤษฎีกา ‘ยกเว้น’ คดีบางประเภทออกได้เช่นกัน การเขียนกฎหมายที่มีทั้งการขยายและริบอำนาจกลับไปมา เช่นนี้ถือว่าขัดต่อหลักการยุติธรรม 📍 3. กระทบสิทธิประชาชนในการต่อสู้คดี ภาระของประชาชนไม่ได้มีแค่เรื่องการเดินทาง แต่รวมถึงสิทธิในการสู้คดีด้วย การปรับเปลี่ยนโครงสร้างศาลชำนาญพิเศษ ศาลอุทธรณ์ หรือแผนกคดีในศาลฎีกา อาจกระทบต่อสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง นายจ้าง หรือประชาชนทั่วไป ณัฐวุฒิทิ้งท้ายว่า แม้สภาฯ จะรับหลักการวาระแรกไปแล้ว แต่ขอฝากข้อสังเกตทั้ง 3 ประการนี้ไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญ นำไปแก้ไขอุดรอยรั่วในวาระที่ 2 เพื่อไม่ให้การแก้กฎหมายกลายเป็นการเพิ่มภาระและลิดรอนสิทธิประชาชน
161
227
4,633
🔥 เปิดรับสมัครแล้ว! ร่วมเป็น ‘ผู้แทนประชาชน’ ก้าวสำคัญสู่การเปลี่ยนประเทศ . หากคุณมีความเชื่อเดียวกัน... ขอเชิญมาร่วมเดินทางและเป็นนักการเมืองกับพรรคประชาชน . ✨ เรากำลังตามหาคนที่มี: > อุดมการณ์มั่นคง: มุ่งมั่นสร้างประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน ผลักดันเศรษฐกิจให้ก้าวหน้า เสมอภาค และเป็นธรรม > หลักการชัดเจน: มี ‘กระดูกสันหลัง’ ที่หยัดตรง ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่โอนอ่อน > จิตวิญญาณคนทำงาน: อดทน พร้อมรับฟัง และมุ่งพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีใครมองเห็นหรือไม่ > หัวใจเพื่อประชาชน: ให้เกียรติ รับฟัง และนอบน้อมต่อประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในระบอบประชาธิปไตยเสมอ
. 🚀 ขอเชิญสมัคร ‘หลักสูตรนักการเมืองประชาชน (PC101)’ ก้าวแรกในการเรียนรู้และเตรียมความพร้อม เพื่อก้าวสู่การเป็นนักการเมืองของพรรคประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ . 📌 คุณสมบัติผู้สมัคร: > เป็นสมาชิกพรรคประชาชน > ไม่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดต่อชีวิต ร่างกาย ยาเสพติด เพศ ฉ้อโกง ล้มละลาย หรือการทุจริตโครงการของรัฐ (ให้อยู่ในดุลยพินิจของพรรค) > ผ่านการอบรม หลักสูตรสมาชิกพรรค (PP101) หากยังไม่เคยอบรม สามารถลงทะเบียนเรียนได้ที่: forms.gle/BBW8HZ2GGe2pfqTH8 . 🗓️ กำหนดการรับสมัคร: ระยะเวลารับสมัคร: วันนี้ - 31 ตุลาคม 2569 ช่องทางสมัคร: candidates.peoplesparty.or.t…  . 📍 รอบการอบรม (PC101): ผู้สมัครสามารถเลือกรอบและสถานที่อบรมที่สะดวกได้ดังนี้ 13 - 15 พ.ย. 2569: ภาคกลาง (กรุงเทพฯ) 20 - 22 พ.ย. 2569: ภาคอีสาน (ขอนแก่น) 27 - 29 พ.ย. 2569: ภาคใต้ (นครศรีธรรมราช) 18 - 20 ธ.ค. 2569: ภาคเหนือ (เชียงใหม่) 8 - 10 ม.ค. 2570: ภาคกลาง (กรุงเทพฯ) 15 - 17 ม.ค. 2570: ภาคอีสาน (ร้อยเอ็ด) . เปลี่ยนความเชื่อ ให้เป็นการลงมือทำ 🧡 มาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน!
2
210
5
265
8,722
UPDATE แก้ไขลิงก์เข้าร่วมหลักสูตรสมาชิกพรรค PP101 เป็นลิงก์นี้: candidates.peoplesparty.or.t… (*ไม่ใช่หลักสูตรนักการเมืองประชาชน PC101)
5
6
624
🌊 [ พรรคประชาชนเตรียมความพร้อม จัดอบรมเชิงปฏิบัติการรับมืออุทกภัยภาคใต้  ] . จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ พี่น้องประชาชนหลายคนอาจกำลังกังวลว่าจะเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยเดิมกับปีที่ผ่านๆ มาอีกหรือไม่? 😨 . พรรคประชาชน ในฐานะฝ่ายค้าน เราพร้อมเดินหน้าทำงานเชิงรุก เพื่อเตรียมรับมือทุกสถานการณ์เคียงข้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและพี่น้องประชาชนภาคใต้ . เริ่มต้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ต.ค. 2569) ทีมพรรคประชาชนสงขลา ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครกว่า 20 คน ประเดิมจัดงานเสวนาและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตอุทกภัยรอบด้าน ตั้งแต่การแจ้งเตือนภัย การเผชิญเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลด . กิจกรรมในครั้งนี้มี กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมด้วย สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ หัวหน้าสาขาพรรคประชาชนสงขลา ร่วมเป็นวิทยากรและผู้ดำเนินรายการฝึกอบรม . 🚨 [ ซ้อมจำลองสถานการณ์จริง แบ่ง 5 กองงานเฉพาะกิจ ] . ไฮไลต์สำคัญของการอบรม คือการนำบทเรียนและข้อผิดพลาดจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ในปี 2568 มาถอดบทเรียน พร้อมจำลองสถานการณ์วิกฤตจริงเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกกระบวนการคิด การตัดสินใจ และการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 5 กองงานเฉพาะกิจ ได้แก่ . (1) กองงานทีมเผชิญเหตุอพยพกู้ภัย: รับผิดชอบการเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงและการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย (2) กองครัวกลาง: บริหารจัดการเสบียงอาหารและปัจจัย 4 (3) กองการประสานงาน: ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสื่อสาร เชื่อมโยงข้อมูลทั้งในและนอกพื้นที่ (4) กองงานข้อมูล: วิเคราะห์และบริหารจัดการข้อมูลสถานการณ์แบบเรียลไทม์ (5) คลังจัดการอุปกรณ์และการรับบริจาค: บริหารจัดการสิ่งของบริจาคและอุปกรณ์กู้ภัยอย่างเป็นระบบ . ทีมพรรคประชาชนสงขลาเน้นย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของการฝึกอบรมครั้งนี้คือการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครที่เข้มแข็ง มีองค์ความรู้ กำลังคน อุปกรณ์ และระบบบริหารจัดการที่พร้อมปฏิบัติงานทันทีเมื่อเกิดเหตุ เพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที และปลอดภัยที่สุด . นอกจากพื้นที่สงขลาแล้ว พรรคประชาชนยังเตรียมเดินหน้าจัดอบรมและเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในจังหวัดอื่นๆ ได้แก่ จังหวัดยะลา ระหว่างวันที่ 21-23 ต.ค., จังหวัดสตูล วันที่ 25 ต.ค., และจังหวัดปัตตานี ระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. นี้
1
214
3
312
5,509
[ รัฐรับมือน้ำท่วมยืดเยื้อ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกถูกทิ้งรับน้ำ และการเยียวยายังล่าช้า ]
.
วันที่ 19 ตุลาคม 2569 พรรคประชาชน แถลงผลการประชุม ‘ครม.เงา’ เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วมยืดเยื้อในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก ปทุมธานี ราชบุรี และสมุทรสงคราม ตลอดจนเตรียมรับมือฝนตกหนักในภาคใต้  .
ขณะเดียวกัน ประชาชนนับหมื่นคนในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ในเขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ยังคงต้องเผชิญกับความเดือดร้อนกับน้ำท่วมขังยาวนานกว่า 25 วัน จนกลายเป็นผู้ตกสำรวจ 
.
นอกจากนี้ยังมีปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งเกิดจากข้อบกพร่องของแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ทั้งการแนบเอกสารไม่ได้ ขาดระบบปักหมุด คัดกรองสถานะและประเภทอาคารไม่ได้ รวมถึงระบบไม่เชื่อมโยงกับ claim.bangkok ของ กทม.  .
พรรคประชาชนจะติดตามปัญหาเหล่านี้อย่างใกล้ชิดและขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอนุมัติงบกลาง ปรับปรุงกฎเกณฑ์เยียวยาให้ยืดหยุ่น และสื่อสารแผนการระบายน้ำอย่างชัดเจนเพื่อลดความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่ และเสนอให้ กทม. เพิ่มจุดลงทะเบียนรับคำร้องเยียวยาอุทกภัยให้ครอบคลุม
 [ น้ำท่วมยืดเยื้อ รัฐต้องสื่อสารแผนระบายน้ำชัดเจน พร้อมอัดงบกลางเร่งเยียวยาประชาชน ] .
เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต ระบุว่า แม้สถานการณ์คลี่คลายในหลายพื้นที่ แต่วิกฤตน้ำท่วมยังยืดเยื้อในหลายพื้นที่ซึ่งภาคประชาชนต้องเผชิญกับเดือดร้อน รวมถึงความกังวลเรื่องการปนเปื้อนสารเคมีในพื้นที่ปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา . เดชรัตกล่าวว่า หากรัฐบาลขาดการสื่อสารแผนบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจน จะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนในพื้นที่ต่อพื้นที่ 
. นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่ที่ถูกมองข้ามแต่น้ำท่วมขังนานกว่า 1 สัปดาห์ เช่น อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี รวมถึงอำเภอบางคนทีและอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมสวนมะพร้าวและส้มโอที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก รัฐบาลจำเป็นจะต้องเร่งสนับสนุนการผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น  . สำหรับสถานการณ์ในภาคใต้ มีฝนตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตรในหลายจุด เดชรัตย้ำว่า ขอให้ท้องถิ่นเตรียมความพร้อมรับมือ ซึ่งทางพรรคประชาชนได้จัดเวิร์กช็อปเตรียมจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือในจังหวัดเสี่ยงเพื่อสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่น . ส่วนการเยียวยาในปัจจุบันที่เผชิญปัญหาความสับสนและความล่าช้า พรรคประชาชนเสนอให้ รัฐบาลรีบมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมเพื่อเร่งรัดการจ่ายเงิน พร้อมทั้งทบทวนกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค ปรับปรุงให้ยืดหยุ่น เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจริงสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง
 [ กรุงเทพฯ น้ำเริ่มลด กทม. ต้องไม่ทำคนในพื้นที่รับน้ำตกสำรวจ ]
. แม้สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ชั้นในจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติและพร่องน้ำจนแห้งสนิทมาร่วม 10 วัน แต่สำหรับกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก น้ำท่วมขังเป็นปัญหายืดเยื้อยาวนานหลายวัน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ .
ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพฯ เขต18 สะท้อนว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะเขตหนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง รวมกว่า 7 แขวง และ 82 คลอง กลับยังคงมีน้ำท่วมขังสูงมานานถึง 25 วัน นับตั้งแต่ฝนตกหนักเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา  .
ธีรัจชัยกล่าวถึงสถานการณ์ของพื้นที่ดังกล่าวว่า ประชาชนนับหมื่นคนถูกบังคับให้เสียสละรับน้ำแทนคนเมือง แต่กำลังจะกลายเป็นผู้ตกสำรวจและยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม  .
ธีรัจชัยจึงขอเรียกร้องให้ กทม. และรัฐบาลเร่งทำงานเชิงรุกด้วยการลงสำรวจพื้นที่อย่างจริงจัง พร้อมสนับสนุนถุงยังชีพ สุขาเคลื่อนที่ จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย ยาน้ำกัดเท้า เรือรับส่งผู้ป่วย ตลอดจนวางแผนระบายน้ำและเยียวยาประชาชนในพื้นที่รับน้ำสุดท้ายอย่างเป็นพิเศษ โดยไม่ต้องเผชิญกับระบบที่เหลื่อมล้ำและซับซ้อน
2
239
324
7,623
[ คนลาดกระบังกำลังบอบช้ำ กทม. ต้องเร่งเพิ่มจุดลงทะเบียน ]
. ลาดกระบังเป็นหนึ่งในพื้นที่ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และขณะนี้ประชาชนกำลังประสบความบอบช้ำอย่างหนักจากขั้นตอนการลงทะเบียนรับเงินเยียวยาอุทกภัยที่แออัดและไร้ประสิทธิภาพ 
.
พื้นที่ทั้งหมด 123 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 6 แขวง มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 109,000 ครัวเรือน รวมถึงกลุ่มประชากรแฝงในห้องเช่าและบ้านจัดสรร แต่กลับมีการเปิดจุดลงทะเบียนเพียง 2 จุด ได้แก่ สำนักงานเขตลาดกระบัง และโรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบัง พร้อมจำกัดบัตรคิวแค่จุดละ 600 คิวต่อวัน .
ชุมพล หลักคำ สส.กรุงเทพฯ เขต 20 ให้ข้อมูลว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานซึ่งมีวันหยุดเพียงวันอาทิตย์ ต้องเดินทางมารอต่อแถวตั้งแต่ตี 4 แต่คิวกลับเต็มตั้งแต่ 6 โมงเช้า สุ่มเสี่ยงต่อการเสียวันลาและผลกระทบต่อหน้าที่การงาน 
.
ชุมพลจึงเสนอให้ กทม. เร่งเพิ่มจุดลงทะเบียนเป็น 1 จุดบริการต่อ 1 แขวง เพื่อกระจายการเข้าถึงของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และเร่งรัดกระบวนการช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องมาบอบช้ำซ้ำสองจากระบบการเยียวยา
 [ เยียวยายังเหลื่อมล้ำ กทม. ต้องปรับหลักเกณฑ์ให้เข้ากับสถานการณ์จริง ]
. ปัญหาการจ่ายเงินเยียวยาอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังคงสร้างความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้ชีวิตบริเวณริมคลอง 13 คลอง 14 คลองแสนแสบ คลองนครเนื่องเขต ถนนผดุงพันธ์ และถนนสังฆสันติสุข ซึ่งประสบภัยหนักกว่าปี 2554  .
หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ สก.เขตหนองจอก จึงเรียกร้องให้ กทม. เร่งเปิดช่องทางอุทธรณ์สิทธิ พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาใหม่ ให้สอดคล้องกับระยะเวลาความเดือดร้อนจริง [ 5 ปัญหาหลักทำรัฐจ่ายเยียวยาน้ำท่วมล่าช้า ]
.
ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 เปิดเผยว่า การจ่ายเงินเยียวยาอุทกภัยเกิดความล่าช้าอย่างหนัก โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากระบบของแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และขาดการเชื่อมโยงระบบหลังบ้านกับหน่วยงานปฏิบัติต่าง ๆ
.
จากการตรวจสอบพบข้อบกพร่องสำคัญ 5 ประเด็นหลัก
.
ประเด็นแรก แอปพลิเคชันทางรัฐไม่มีช่องทางให้แนบรูปภาพหรือภาพถ่ายเอกสารประกอบการพิจารณา ส่งผลให้ประชาชนที่เดินทางไปยื่นเอกสารครบถ้วนด้วยตนเองที่สำนักงานเขตกลับได้รับเงินเยียวยาเร็วกว่า และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนต้องไปต่อคิวรอที่สำนักงานเขตในขณะนี้
.
ประเด็นที่สอง ระบบแอปพลิเคชันขาดฟังก์ชันคัดกรองสถานะผู้ยื่นคำร้องโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ยื่นคำร้องเป็นเจ้าบ้านหรือผู้อยู่อาศัย เจ้าหน้าที่หน้าด่านจึงต้องเสียเวลาคัดแยกข้อมูลด้วยตนเอง
.
ประเด็นที่สาม แอปพลิเคชันทางรัฐไม่มีระบบปักหมุดพิกัดสถานที่ (Location) ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบนานขึ้น
.
ประเด็นที่สี่ ฐานข้อมูลของรัฐที่มีอยู่ไม่ได้ระบุประเภทของอาคารอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงต้องเสียเวลาคัดแยกผู้ยื่นคำร้องที่พักอาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการออกทีละราย เนื่องจากไม่อยู่ในเงื่อนไขการรับเงินเยียวยาตามระเบียบ โดยกระบวนการคัดแยกนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยวันละหลายชั่วโมง
.
ประเด็นสุดท้าย คือปัญหาจากการแยกช่องทางยื่นคำร้องระหว่างรัฐบาลกับ กทม. โดยรัฐบาลใช้แอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ขณะที่ กทม. ใช้เว็บไซต์ ‘claim.bangkok’ แต่ระบบหลังบ้านของทั้งสองช่องทางไม่ได้เชื่อมโยงหรือทำงานร่วมกัน การขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ขั้นตอนการพิจารณาซ้ำซ้อนและล่าช้าอย่างมาก
13
23
2,009