Pinned Tweet
วิธีสังเกตดูนิสัยแท้จริงของคนนอกจาก Sex
-ความนิ่มตอนขับรถ/มารยาทบนถนน
-การทิ้งขยะ
-นิสัยตอนหิว/ตอนต้องทานอาหารที่ไม่ชอบ
-นิสัยตอนป่วย/ตอนเมา
-การปฏิบัติกับพนักงานที่บริการผิด
-ตอนชอปปิ้ง/ใช้เงินคนเดียว
-การพูดถึงบุคคลที่สาม/พ่อแม่
-ขำกับ Topic ประเภทไหน
This quoted post is unavailable.
เพื่อนก็เคยเล่า ต้องถึงกับพาไปเที่ยวคาราโอเกะ ลงอ่าง พวกลูกค้าก็มีครอบครัวกันแล้วทั้งนั้น มีแอบสงสัยว่าแล้วอยู่ๆจะคุยกันยังไงว่าเค้ารสนิยมแบบไหน
แล้วมีลูกค้าแบบเป็นเกย์ หรือธรรมะธัมโมอะไรกันบ้างไหม ทำไงกัน หรือดูยังไง
แรงขับทางเพศกับแรงผลักดันในการสร้างบางสิ่ง อาจมาจากพลังงานก้อนเดียวกัน55555555
คนที่พูดเรื่องนี้คือ Kevin Trudeau ซึ่งอ้างว่าตัวเองเคยอยู่ในสมาคมลับ เขามองว่าคนที่มีแรงขับทางเพศสูง มักมีพลังในการสร้างสิ่งต่าง ๆ สูงตามไปด้วย
ไม่ว่าจะสร้างธุรกิจ หาเงิน วาดรูป ทำอาหาร หรือสร้างผลงานบางอย่าง สิ่งที่แยกคนแต่ละคนออกจากกัน ตามความคิดของเขาคือ เราเอาพลังนั้นไปใช้กับอะไรก่อนที่มันจะหายไป เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า การเปลี่ยนแรงปรารถนาไปเป็นพลังในการสร้าง
แทนที่จะปล่อยแรงขับนั้นไปกับเรื่องทางเพศ ก็เอาความรู้สึกเดียวกันไปลงกับงาน ธุรกิจ หรือสิ่งที่กำลังสร้าง เขาเชื่อว่ามันจะทำให้เรามีพลังและแรงผลักดันกับสิ่งนั้นมากขึ้น
Trudeau ถึงขั้นอ้างว่า คนรวยระดับมหาศาลบางกลุ่มไม่ได้พึ่งแค่แผนธุรกิจ แต่มีวิธีหรือพิธีบางอย่างในการควบคุมพลังแบบนี้ ซึ่งเขาบอกว่าเรียนรู้มาจากสมาคมลับที่ตัวเองเคยอยู่ และจากทุกอย่างที่เขาอ้างว่าเคยเรียนมา วิธีนี้เป็นสิ่งที่เขาตื่นเต้นอยากลองมากที่สุด
แต่แนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่งมี ในปี 1937 Napoleon Hill ก็เขียนเรื่อง Sex Transmutation ไว้ในหนังสือ Think and Grow Rich โดยพูดถึงการเปลี่ยนแรงขับทางเพศให้กลายเป็นแรงสร้างสรรค์และแรงผลักดันด้านอื่น
Trudeau ยังมองอีกด้านว่า ถ้าคนมีแรงขับสูงมากแต่ควบคุมหรือพาไปผิดทาง พลังเดียวกันนี้ก็อาจกลายเป็นปัญหาได้ โดยเฉพาะในคนที่มีอำนาจสูง
สรุปแนวคิดของเขาง่าย ๆ คือ เชื้อเพลิงอาจเป็นก้อนเดียวกัน อยู่ที่ว่าจะเอามันไปลงกับอะไร
เพราะงั้นครั้งหน้าถ้าตี 2 แล้วยังพลังเหลือจนนอนไม่หลับ เจ้าของโพสต์เลยแซวว่า ลองเปิดคอมไปทำงานแทนเปิดแอปอื่นดู
#มินนี่แปลให้
A former member of a secret society says sex drive and wealth come from the same place. The hunger that keeps people up at night, he says, is the same hunger that builds empires.
The man is Kevin Trudeau, and he says it plainly: those who create a lot in life have a large sexual drive as well. Sexual energy is creative energy, and making money is just another way to spend it, the same as painting, cooking or building anything at all.
What separates the builders from everyone else is what they do with that energy before it’s gone.
Trudeau calls it transmutation. Take a strong desire and push it into work, a business or a deal, and that work suddenly has “a lot of juice behind it.” Things move faster and come to fruition stronger. He claims the super wealthy don’t rely on business plans at all, but on rituals like this one, passed down in the secret society he says he was part of. Of all the rituals he learned there, this was the one he was most excited to practice.
The idea isn’t new. In 1937, Napoleon Hill gave a whole chapter of Think and Grow Rich to “sex transmutation,” and generations of salesmen have read it since. Trudeau adds a warning Hill mostly skipped: with very powerful people, the same drive can turn into a slippery slope.
The fuel is the same, and the only question is whether it ends up in a bedroom or a bank account.
So the next time it’s 2 AM and you’re too wired to sleep, open the laptop instead of the apps, and save this post for that night.
Null Space retweeted
คุณหมอจิตเวชพูดว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าง่าย
มักจะมีลักษณะแบบนี้
1. นอนไม่พอ
2. ชอบความสมบูรณ์แบบเกินไป
3. ใจดีเกินไป
4. รู้สึกผิดเมื่อให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน
5. ไม่แสดงอารมณ์เพราะคิดว่ามันอ่อนแอ
6. ไม่สามารถพูดว่า "ช่วยด้วย" ได้
7. ยอมรับงานที่ถึงจะไม่ชอบก็ตาม
8. ให้ความสำคัญกับคนรอบข้างมากกว่าตัวเอง
9. รับเรื่องไม่ดีทั้งหมดเป็นความผิดของตัวเอง
เคยแต่มีไก่กับปลา เราทานปลาไม่ได้ แต่เหมือนคนแถวหน้าๆขอแต่ไก่ไปจนหมด พอเราบอกพนักงาน เขาแค่บอกเราว่าไก่หมด สุดท้ายไม่มีอะไรให้ทานมื้อนั้น ได้แค่ผลไม้ชิ้นเล็กๆ
คงผิดเองที่ไม่ได้แจ้งตอนจอง เพราะปกติเราก็ทานได้อย่างน้อยอันนึงมาตลอด
การตื่นรู้ของคนเราออกเป็น 5 ขั้น
เหมือนเป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนจากการใช้ชีวิตตามโลกข้างนอก กลับมาเข้าใจตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
1. ขั้นแรก มองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น
- เริ่มไม่ยกใครไว้สูงกว่าตัวเอง ไม่ว่าจะเจอคนเก่งกว่า รวยกว่า หรือมีสถานะสูงกว่า ก็ยังคุยกับเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า เพราะสุดท้ายทุกคนก็คือคนเหมือนกัน
2. ขั้นที่สอง ไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไปทุกเรื่อง
- ไม่ได้หมายถึงไม่มีความรู้สึก แต่เริ่มแยกออกว่าอะไรคืออารมณ์ชั่ววูบ อะไรคือสิ่งที่สำคัญจริง ๆ เวลาโกรธ เสียใจ หรือผิดหวัง ก็ไม่จำเป็นต้องรีบทำอะไรตามความรู้สึกนั้นทันที
3. ขั้นที่สาม กลับมาอยู่กับตัวเอง
- พอผ่านอะไรมาเยอะ จะเริ่มรู้ว่าหลายสิ่งที่เคยวิ่งตามไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ไม่ได้อยากเอาชนะใคร ไม่ได้อยากพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นเหมือนเมื่อก่อน กลับเริ่มชอบชีวิตเรียบง่าย และสนใจว่าสิ่งที่ทำอยู่ทำให้ตัวเองมีความสุขและรู้สึกเต็มข้างในไหม
4. ขั้นที่สี่ แม้แต่ตัวตนของเราก็เริ่มเบาลง
- เรื่องที่เคยคิดว่าใหญ่กลับกลายเป็นเรื่องเล็ก เริ่มมองเห็นว่าทุกอย่างมีช่วงเวลาของมัน มีเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง แล้ววันหนึ่งก็จบลง ไม่ว่าจะเป็นคน ความสัมพันธ์ ความสำเร็จ หรือแม้แต่ชีวิตของเราเอง
5. ขั้นสุดท้าย กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง
- หลังจากมองเห็นความไม่แน่นอนและความไม่มีอะไรอยู่ตลอดไปแล้ว ไม่ได้กลายเป็นคนที่ไม่รู้สึกอะไร แต่กลับเห็นค่าของสิ่งต่าง ๆ มากกว่าเดิม ขอบคุณสิ่งที่ได้เจอ ใจดีกับคนรอบตัว และมีความสุขกับสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
สุดท้ายไม่ใช่การเข้าใจทุกอย่างแล้วหนีออกจากโลก แต่คือการเข้าใจว่าทุกอย่างมีวันผ่านไป แล้วก็ยังเลือกที่จะรัก รู้สึก สนุกกับชีวิต และเดินต่อไปอย่างสงบ แม้จะรู้ดีว่าวันหนึ่งทุกอย่างต้องจบลง
#มินนี่แปลให้
Null Space retweeted
ถ้าใครเคยสวดพาหุง บทที่พระพุทธเจ้ากำราบพกาพรหม คือการบอกว่าแม้มหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ มีชีวิตอยู่เป็นแสนล้านปี สุดท้ายเมื่อหมดอายุขัยที่ยาวนาน ก็ต้องตายมาเกิดเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏนี้อยู่ดี
ฉะนั้น พุทธไม่ได้บอกว่าไม่มีเทวดา หรือพรหม หรือเทพ แต่ปฏิเสธการเป็นเทพผู้สร้างของเทวดานั้นๆ
Null Space retweeted
เลือดไหลไม่หยุด! เปิดตัวเลขจริงแค่ 6 เดือน คนไทยจ่าย 20 แพลตฟอร์มข้ามชาติทะลุ 1.38 แสนล้าน คนไทยถูกดูดเงินเกลี้ยงกระเป๋า!
.
คนไทยจ่ายเงินให้แพลตฟอร์มต่างชาติไปเท่าไหร่ ผมมีตัวเลขจริงมาให้ดูครับ
.
ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเพิ่มขีดความสามารถดิจิทัลประเทศไทย ผมติดตามเรื่อง "#การขาดดุลดิจิทัล" มาตลอด พูดง่ายๆ ก็คือ เงินที่คนไทยจ่ายออกไปให้บริการดิจิทัลของต่างชาติ มันมากกว่าเงินที่เราหาเข้ามาจากบริการดิจิทัลของเราเองเยอะมาก
.
ล่าสุดเราเชิญหลายหน่วยงานมาคุยกัน ทั้งแบงก์ชาติ สมาคมธนาคารไทย และกรมสรรพากร แล้วก็ได้ความร่วมมือขอข้อมูลว่า คนไทยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต และโมบายแบงกิ้ง ออกไปให้บริษัทต่างชาติรายไหนบ้าง เท่าไหร่ กี่รายการ
.
ข้อมูลนี้สมาคมธนาคารไทยสำรวจจากธนาคารสมาชิก 11 แห่งจาก 15 แห่ง และเป็นแค่ครึ่งปีแรก 6 เดือน คือ มกราคมถึงมิถุนายน 2569 เท่านั้น ตัวเลขจริงทั้งปีจึงน่าจะสูงกว่านี้อีก (อาจจะคูญ 2)
.
#อันดับหนึ่งคือ Shopee ครึ่งปีเดียว 69,844 ล้านบาท จากกว่า 77 ล้านรายการ รองลงมาคือ Facebook 15,149 ล้านบาท TikTok 12,592 ล้านบาท และ Lazada 12,041 ล้านบาท ถัดไปเป็นสายท่องเที่ยวอย่าง Agoda, Trip.com, Booking.com และ Traveloka ส่วนบริการที่เราใช้กันทุกวันอย่าง Grab, Apple, Google, LINE และ Netflix ก็ติดอันดับด้วย
.
แค่ 20 อันดับแรกรวมกันก็ประมาณ 138,693 ล้านบาทแล้วครับ และครึ่งหนึ่งของก้อนนี้จ่ายผ่าน Shopee เจ้าเดียว
.
ต้องบอกไว้ด้วยว่าเงินก้อนนี้ไม่ได้ออกนอกประเทศไปทั้งหมด #บางส่วนก็จ่ายให้ร้านค้าคนไทยที่ขายของอยู่บนแพลตฟอร์ม พวกนี้ แต่ค่าคอมมิชชัน ค่าโฆษณา ค่าสมาชิก และค่าบริการต่างๆ ไหลออกไปต่างประเทศจริง ข้อมูลชุดนี้เลยสำคัญมาก เพราะทำให้รัฐเห็นภาพชัดขึ้นเป็นครั้งแรกว่าเงินไหลไปทางไหน
.
แล้วเราจะลดการขาดดุลดิจิทัลได้ยังไง ผมคิดว่ามีหลายทางที่รัฐทำได้ครับ
.
#ทางแรก เก็บข้อมูลให้ครบและต่อเนื่อง ให้ธนาคารรายงานทุกไตรมาส และแยกให้ชัดว่าเงินส่วนไหนถึงมือร้านค้าไทย ส่วนไหนออกไปต่างประเทศจริง เพราะถ้าไม่รู้ตัวเลข ก็วางนโยบายไม่ได้
.
#ทางที่สอง ให้การแข่งขันเป็นธรรม แพลตฟอร์มต่างชาติที่ทำเงินจากคนไทยต้องเสียภาษีให้ถูกต้องเหมือนธุรกิจไทย และคนขายของออนไลน์ตัวเล็กๆ ต้องไม่ถูกเอาเปรียบเรื่องค่าธรรมเนียมจนอยู่ไม่ได้
.
#ทางที่สาม หนุนแพลตฟอร์มและผู้ประกอบการดิจิทัลไทย ให้รัฐใช้บริการของคนไทยก่อน ช่วยเรื่องทุน และหาตลาดให้สตาร์ทอัปไทยโตได้จริง โดยเฉพาะด้านที่เรามีจุดแข็งอยู่แล้วอย่างท่องเที่ยว อาหาร และการค้าออนไลน์
.
#ทางที่สี่ ส่งออกบริการดิจิทัลให้มากขึ้น ทั้งคอนเทนต์ เกม ซอฟต์แวร์ และบริการ AI เพื่อให้มีเงินไหลกลับเข้ามา ไม่ใช่ไหลออกอย่างเดียว
.
#ทางสุดท้าย พัฒนาคน ปั้นคนไทยให้มีทักษะดิจิทัล ทั้งสร้างเทคโนโลยีเองได้ และใช้เครื่องมือต่างชาติสร้างรายได้กลับเข้าประเทศ
.
#ผมไม่ได้บอกให้เลิกใช้แพลตฟอร์มต่างชาตินะครับ เพราะมันสะดวกและช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง แต่ทีมบริหารประเทศต้องรู้ว่าเงินเราไหลไปทางไหน แล้วหาทางให้คนไทยได้ส่วนแบ่งจากเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น ข้อมูลชุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นครับ และอยากจะรัฐบาลนำตัวเลขนี้ไปผลักดันต่อให้เป็นมาตรการที่จับต้องได้ ในการลดการขาดดุลดิจิทัลประเทศไทยลง ตามคำแนะนำผมที่ให้มา.!
.
ฝากเร่งบูรณาการทีมเศรษฐกิจประเทศ รับมือเงินคนไทยไหลออกต่างชาติอย่างเป็นระบบเถอะครับ
🤖 Made with AI
Null Space retweeted
เจอประโยคนึงมา ชอบมาก
ถ้าอยากที่จะสำเร็จจริงๆ ต้องหมกมุ่น และกัดไม่ปล่อย ตัดข้ออ้างทิ้งให้หมด ยอมแลกความสบายชั่วคราว แล้วผลักตัวเองให้เกินขีดจำกัดในทุก ๆ วัน
Null Space retweeted
เอาไว้แยกชนชั้นค่ะ Pig, Cow, Sheep, etc. เป็น อังกฤษแบบโบราณค่ะ ใช้ในชนชั้นล่าง Pork (เดิม Porc) มาจากภาษาฝรั่งเศส ใช้ในชนชั้นสูงค่ะ คนในสมัยก่อนภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาคนชนชั้นล่างค่ะ ชนชั้นสูงในยุคนั้นใช้ฝรั่งเศสกันค่ะ 😊 (มันมีมากกว่านี้ เดี๋ยวจะยาว พิมพ์ไม่พอ 🤣)
Null Space retweeted
ห๊ะ นานขนาดนี้ ทำไมเจ้าหน้าที่ยังปล่อยอยู่แบบนี้อะ เห้ยมันไม่ได้แล้วป่าว ตอนนั้นว่าเคหะร่มเกล้าก็นานแล้วนะ
ลำบากจริงๆ ครับ! อยู่กับน้ำมานานเกิน 20 วัน เชื้อราลามทั่วบ้าน แต่ไม่มีที่ไป ก็ต้องกัดฟันอยู่กันแบบนี้
ภาพล่าสุดวันนี้ (25 ต.ค. 69) จาก ต.บางกระเจ็ด อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา น้ำยังท่วมขัง นับตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาฯ ที่ผ่านมา ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ทั้งเรื่องสุขอนามัยและความเป็นอยู่
ขอให้น้ำลดไวๆ และมีหน่วยงานเร่งเข้าช่วยเหลือครับ
Cr.ที' ลมฟ้าอากาศ
#น้ำท่วม
Null Space retweeted
นท the star เล่าให้ฟังว่าโดนบุลลี่เพราะ “ไม่หยิบทิชชู่มาโยนตอนเล่นเพลงผ้าเช็ดหน้า” คือทริปนั้นนทไปดำน้ำ แล้วกลางคืนก็มีปาร์ตี้กันจนเพลงผ้าเช็ดหน้าขึ้น ทุกคนก็หยิบทิชชู่มาเยอะมากแล้วก็โปรยกัน แต่นทไม่หยิบ ก็เลยมีคนหันมาถามนทว่าไม่หยิบหรอ นทตอบว่า “เดี๋ยวมันก็กลายเป็นขยะ”
แค่ประโยคนั้นประโยคเดียว นทโดนบุลลี่ทั้งทริป จนทุกวันนี้คนก็ยังบุลลี่นทเรื่องนี้อยู่ 🥺
Null Space retweeted
ฝรั่งที่ออฟฟิศเคยถามว่า 'อาทิตย์' กับ 'สัปดาห์' ต่างกันยังไง?
พอบอกว่าเหมือนกันเลย แต่สัปดาห์ใช้เป็นทางการ อาทิตย์ใช้พูดทั่วไป
นางถามกลับว่าแล้วทำไมพูดว่า 'สัปดาห์นี้' แต่ไม่พูดว่า 'สัปดาห์หน้า' เพราะที่นัดกันเมื่อกี้เห็นยูพูด 'อาทิตย์หน้า'? I'm so confused!
...เออว่ะ ภาษาไทยมันไม่มีกฎ แต่ใช้ตาม Feel อ่ะยู It’s not grammar, it’s a vibe!
เคยสังเกตไหมว่า ทำไมเราถึงพูดว่า “อีก 2 อาทิตย์เจอกัน” แต่พอเป็นเรื่องงานกลับคุ้นกับคำว่า “รายงานประจำสัปดาห์” มากกว่า
ทั้งที่คำว่า “อาทิตย์” กับ “สัปดาห์” ก็หมายถึงช่วงเวลา 7 วันเหมือนกัน แล้วทำไมเราถึงรู้สึกว่าสองคำนี้เหมาะกับคนละสถานการณ์กันล่ะ?
มาหาคำตอบกันค่ะ!
☀️ อาทิตย์ นอกจากจะหมายถึงดวงอาทิตย์แล้ว ยังใช้หมายถึงช่วงเวลา 7 วันได้ด้วย เช่น “อีก 2 อาทิตย์ค่อยเจอกันนะ” หรือ “อาทิตย์หน้าไปเที่ยวกัน”
📅 สัปดาห์ หมายถึงช่วงเวลา 7 วันเช่นกัน มักพบในบริบทที่มีการแบ่งช่วงเวลาอย่างเป็นระบบ เช่น “รายงานประจำสัปดาห์” “สัปดาห์ที่ 1 ของเดือน” หรือ “อายุครรภ์ 12 สัปดาห์”
แล้วสองคำนี้ต่างกันอย่างไร?
จริง ๆ แล้ว ทั้งสองคำสามารถใช้หมายถึงระยะเวลา 7 วันได้เหมือนกัน และหลายบริบทก็ใช้แทนกันได้ ความรู้สึกที่ว่าคำหนึ่งเหมาะกับภาษาพูด ส่วนอีกคำเหมาะกับงานหรือเอกสารนั้น เป็นเรื่องของความนิยมและความเคยชินในการใช้ภาษามากกว่าจะเป็นกฎตายตัว
บางทีเราอาจใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่เคยสังเกตเลยว่าตัวเองเลือกใช้คำแต่ละคำเพราะอะไร
พอดีวันนี้เกิดสงสัยขึ้นมา เลยลองหาข้อมูลมาแบ่งปันกันค่ะ เผื่อใครเคยสงสัยเหมือนกัน
Null Space retweeted
แด่มนุษย์ INFJ
ยิ่งโตยิ่งเข้าใจตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะคนแบบ INFJ ที่มักเข้าใจความรู้สึกคนอื่นได้ดี แต่กลับอธิบายความรู้สึกของตัวเองไม่เก่งเลย เราสังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้าม รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของใครบางคนได้ แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่สามารถแบกรับความรู้สึกของทุกคนไว้ได้ตลอดเวลา สุดท้ายเราเลยเรียนรู้ที่จะถอยออกมารักษาความสงบในใจ ไม่ใช่เพราะไม่แคร์ใคร แต่เพราะเราเองก็สมควรได้รับความเข้าใจเหมือนกัน 🤍



































