NPC ธรรมดา retweeted
ส่วนตัวผมมี Love-Hate Relationship กับสิ่งที่เรียกว่าตลาดคาร์บอนมาตลอด เป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ยิ่งศึกษาลึก ยิ่งตอบตัวเองไม่ได้
ขออนุญาตค่อยๆ คลี่ความในใจออกมา
ในระบบเศรษฐกิจแบบซุปเปอร์ทุนนิยมดั้งเดิม เขาก็จะตีมูลค่าทุกอย่างเป็นตัวเงินอ่ะเนอะ
ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่า มีมูลค่าทางบัญชีเท่ากับ 0 บาท
แต่ถ้าโค่นมันลงมา มันจะกลายเป็นไม้แปรรูป มีมูลค่าทันที
หรือถ้าถางป่าทิ้งไปเลย เอามาใช้ปลูกข้าวโพด ปลูกปาล์ม ที่ดินตรงนั้นจะสร้างเงินให้ทุกปี
คนที่ปกป้องธรรมชาติจะยากจน แต่คนที่ทำลายธรรมชาติจะได้เงิน ในทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกสิ่งนี้ว่าการผลักต้นทุนภายนอกให้โลกรับกรรม บริษัทปล่อยควันพิษ เอาทรัพยากรไป แต่โลกรับผลกรรมเป็นน้ำท่วม โลกร้อน
นักเศรษฐศาสตร์เลยคิดค้นทางแก้ที่ชื่อว่าตลาดคาร์บอน
หลักคิดง่ายมาก คุณอยากได้เงินจากนายทุนคืนหรอ พวกนั้นมันทำไม่ดีใช่ไหม ได้สิ โลกทุนนิยมขับเคลื่อนด้วยเงินอยู่แล้ว โอเคเลย เราก็จะช่วยแปะป้ายราคาลงไปบนการดูดซับก๊าซเรือนกระจกซะเลย
สมมติว่า ป่าหรือสวนของเกษตรกร ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 1 ตัน (หนักพอๆ กับรถยนต์ 1 คัน) = ออกตั๋วได้ 1 ใบ เรียกว่า 1 คาร์บอนเครดิต
โรงงานไหนปล่อยควันเยอะ ก็จะถูกบังคับ (หรือสมัครใจ🙄) ให้ต้องเอาเงินมาซื้อตั๋วนี้ เพื่อเอาไปหักลบมลพิษตัวเอง
จบแล้วนี่ เราดึงเงินก้อนโตจากกระเป๋าบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ส่งตรงไปที่กระเป๋าของชาวบ้านและเกษตรกรรายย่อยในชนบท ที่ต้องทำก็มีแค่ปล่อยให้ต้นไม้อยู่เฉย ๆ วัยรุ่นสร้างตัวต้องถูกใจสิ่งนี้ Passive Income เลี้ยงครอบครัวได้โดยไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า
นี่คือไอเดียที่สมบูรณ์แบบมาก.... บนกระดาษ
เราต้องมาดูตอนมันถูกเอามาใช้จริงในโลกธุรกิจ
เหมือนคนทำบาปแล้วเอาเงินไปซื้อใบไถ่บาปแทนที่จะกลับตัวน่ะครับ แทนที่บริษัทน้ำมัน โรงงานใหญ่ หรือสายการบิน จะยอมลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดการปล่อยมลพิษให้ได้จริงๆ มันกลับกลายเป็นตั๋วให้ความชอบธรรมกับหลายแห่งที่เลือกทางลัด คือเอาเศษเงินกำไรไปกว้านซื้อคาร์บอนเครดิตราคาถูกๆ แล้วเอามาแปะป้ายโฆษณาว่าตัวเองเป็น Carbon Neutral ทั้งที่ยังพ่นมลพิษออกมาเท่าเดิม
ซ้ำยังมีคดีอื้อฉาวสะเทือนโลก ในตอนที่สำนักข่าว The Guardian กับ Die Zeit ออกมาแฉ Verra... งงใช่ไหมว่า Verra เป็นใคร
ซึ่งให้นึกภาพว่าเขาคือนายทะเบียนหรือคนออกใบเซอร์ฯ คาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก อารมณ์เหมือน อย. หรือ ISO ของวงการนี้ ถ้าเจ้านี้ไม่ประทับตรารับรองให้ บริษัทยักษ์ใหญ่ก็จะไม่กล้าซื้อ
แต่ปรากฏว่าโครงการประเภทจ้างไม่ให้ตัดป่า ที่นายทะเบียนเบอร์หนึ่งรายนี้ประทับตรารับรองไป เครดิตในป่าฝนเขตร้อนส่วนใหญ่กลับมีแต่เครดิตลม ไม่มีการลดก๊าซจริงเลย
เขาโกงกันยังไง? เขาใช้วิธีแต่งเรื่องสมมติเกินจริง อย่างเช่น มีป่าผืนหนึ่งที่อยู่ลึกมากจนไม่มีใครคิดจะไปตัดอยู่แล้ว แต่ผู้พัฒนาโครงการกลับเขียนรายงานประเมินว่า "ถ้าไม่มีโครงการของฉันนะ ป่านี้จะโดนตัดเหี้ยนใน 5 ปีแน่นอน" พอป่าไม่โดนตัดตามธรรมชาติอยู่แล้ว ก็เคลมว่าตัวเองเป็นคนปกป้องป่าไว้ได้ แล้วเสกตั๋วเครดิตปลอม ๆ ออกมาขายเป็นล้านใบ โดยที่โลกไม่ได้มีคาร์บอนลดลงจริงเลย
และก็มาถึงรายงานฉบับนี้ที่ผม Quote มา ที่มาของการมาเขียนบ่นขิงบ่นข่าอยู่ตอนนี้
คนมักคิดว่าเกษตรกรจะได้เงิน แต่ระบบกลับกีดกันคนตัวเล็กตัวน้อยตั้งแต่แรก รายงานนี้บอกว่า
1. การจะพิสูจน์ให้เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานว่าต้นไม้เก็บคาร์บอนได้จริง ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญบินมาคำนวณ ทำเอกสารหนาเป็นตั้งๆ ค่าใช้จ่ายตรงนี้เป็นหลักแสนหลักล้าน เกษตรกรที่มีที่ดินแค่ 5-10 ไร่ ไม่มีทางจ่ายไหว เลยทำให้ต้อง...
2. พึ่งพานายหน้า นายหน้าจะเข้ามาบอกว่า "เดี๋ยวรวมกลุ่มให้ ทำเอกสารให้ แต่ขอหักค่าหัวคิวนะ"
3. พอเป็นแบบนี้ ขายเครดิตได้ 100 บาท เงินตกถึงมือชาวบ้านจริงอาจเหลือแค่ 10-20 บาท แต่ชาวบ้านต้องเซ็นสัญญาผูกมัดที่ดินยาว 20-30 ปี ห้ามเปลี่ยนวิถีทำกิน ถ้าเกิดไฟไหม้ป่าหรือแล้ง ชาวบ้านคือคนซวย ไม่ใช่นายหน้า
มองรายงานโดยรวมไปแล้ว ก็มาย้อนมองไทยกันดีกว่า
ไม่ว่าจะมาตรฐานโลก หรือมาตรฐาน T-VER ของ อบก. ในไทย เราต้องจ้างผู้ประเมินภายนอก (VVB) บินมาวัดขนาดลำต้น ทำเอกสารคำนวณมวลชีวภาพ ต่อรอบการตรวจ ตกอยู่ที่ประมาณ 50,000 – 150,000+ บาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความยาก
ต้นไม้ในไทย ส่วนใหญ่เป็นไม้โตเร็วหรือไม้ยืนต้นผสม ดูดซับคาร์บอนได้เฉลี่ย 1.5 – 2 ตัน / ไร่ / ปี
เกษตรกร 1 คน มีที่ดิน 10 ไร่ = ผลิตคาร์บอนเครดิตได้แค่ 15 – 20 ตัน / ปี
ราคาคาร์บอนเครดิตป่าไม้ T-VER ในไทย ซื้อขายกันเฉลี่ยประมาณ 300 – 500 บาท / ตัน
แปลว่า เกษตรกร 10 ไร่ จะขายคาร์บอนได้เงินปีละ 4,500 – 10,000 บาท เท่านั้น
ถ้าชาวบ้าน 10 ไร่คิดจะทำเอง ต้องเอาเงินขายคาร์บอนทั้งหมด 10–20 ปี ถึงจะพอจ่ายค่าจ้างคนมาตรวจแค่รอบเดียว คุณคิดเอาเองแล้วกันว่ามันเป็นไปได้ไหมที่เกษตรกรรายย่อยจะทำเองเดี่ยว ๆ
ในเมื่อทำเดี่ยวไม่ได้ ทางออกทางเดียวในไทยคือการรวมกลุ่ม ซึ่งก็จะเปิดประตูให้นายหน้าเข้ามาได้ 2 รูปแบบ
1. พวกบริษัทที่ปรึกษา / โบรเกอร์เอกชน เข้ามารวบรวมชาวบ้าน แปลงที่ดิน และทำเอกสารยื่น อบก. ให้ แลกกับการหักหัวคิวค่าขายเครดิต (อย่างที่เขียนในรายงานของ FAO)
2. ทีมทุนผูกขาดยักษ์ใหญ่ เช่น ทุนน้ำมัน ปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ เข้ามาในคราบโครงการ CSR สนับสนุนงบประมาณ บอกชาวบ้านว่า "เดี๋ยวออกเงินค่าตรวจกับค่าต้นกล้าให้ฟรี" แต่มีสัญญาผูกขาดว่าคาร์บอนเครดิตทั้งหมดที่เกิดขึ้น ชุมชนห้ามขายให้คนอื่น ต้องส่งมอบให้บริษัทเอาไปเคลมล้างมลพิษตัวเองเท่านั้น
รายงานของ FAO ชิ้นนี้สำคัญมาก เพราะมันเตือนว่าถ้าเราไม่รีบช่วยเกษตรกรรายย่อยและชุมชนพื้นเมือง ระบบนี้จะกลายเป็นแค่เครื่องมือทางการเงินที่เอาเปรียบคนจนซ้ำเดิม แทนที่จะได้ช่วยโลก
รายงานนี้บอกว่า พวกที่ล้มเหลวน่ะ จะเป็นโมเดลที่เน้นผลกำไรเป็นตัวตั้ง พวกนี้จะมองเกษตรกรเป็นแค่คนรับจ้างปลูกต้นไม้ ให้เงินชดเชยเล็กน้อย และไม่ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ส่วนโครงการที่พอจะไปรอดคือโครงการที่ดำเนินการผ่านสหกรณ์หรือองค์กรชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ไม่ได้มองคาร์บอนเครดิตเป็นรายได้หลัก คิดว่ามันเป็นโบนัสเสริมจากการทำเกษตรยั่งยืนที่ชาวบ้านในชุมชนทำกันอยู่แล้ว
แล้วทางแก้มันต้องยังไงล่ะ รายงานนี้เขาเขียนไว้ 3 เรื่อง (ที่ดูมืดมนเหลือเกินสำหรับประเทศสารขัณฑ์)
1. ต้องยึดมาตรฐานที่บังคับให้ธุรกิจลดการปล่อยมลพิษของตัวเองให้ได้ 90-95% ก่อน เครดิตมีไว้สำหรับก๊าซส่วนสุดท้ายที่เทคโนโลยีปัจจุบันทำไม่ได้จริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่ซื้อเพื่อหนีความรับผิดชอบ
2. เลิกใช้ระบบจ้างผู้เชี่ยวชาญบินมาคำนวณทำเอกสาร แต่ให้ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมกับ AI สแกนต้นไม้จากบนฟ้าเพื่อคำนวณคาร์บอนแทน จะได้ลดต้นทุนตรวจสอบให้ถูกลง ไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าเอกสาร
3. ต้องตั้งกฎให้ชัดเจนว่า เงินจากการขายเครดิต อย่างน้อย 70-80% ต้องโอนตรงเข้าบัญชีของเกษตรกรและชุมชนผู้ดูแลพื้นที่เท่านั้น
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะบอกว่า ถ้ามันหลอกลวงและเอาเปรียบขนาดนี้ ก็ไม่ต้องทำแม่งละมั๊ยล่ะ ไอ้ตลาดคาร์บอนเนี่ย
แต่นี่แหละคือ Dilemma ที่ทำให้ผมยังเกลียดมันไม่ลงสักที...
เพราะถ้าเราทุบตลาดคาร์บอนทิ้งในวันนี้ พรุ่งนี้เช้าจะมีกลไกไหนปันเงินมาช่วยเกษตรกรดูแลป่า
เงินบริจาคช่วยเหลือจากรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วที่รวย ๆ ก็ลดลงเรื่อยๆ
รัฐบาลในประเทศห้ามพัฒนานี่ก็มีแต่ข้ออ้างว่าไม่มีเงินพอจะไปจ้างชาวบ้านไม่ให้ตัดไม้
ป่าถูกถางทุกวัน ไม่ใช่เพราะชาวบ้านอยากทำลายธรรมชาติ แต่เพราะพวกเขาติดอยู่ในวงจรกับดักหนี้สินและเกษตรพันธสัญญา จนไม่มีทางเลือกในการสร้างรายได้ทางอื่น
ต้องขออุปมาตลาดคาร์บอนในตอนนี้เป็นเหมือน "มีดผ่าตัดที่ติดเชื้อ"
ถ้าใช้มันต่อแบบเดิมๆ คนตัวเล็กก็โดนขูดรีด โลกก็ไม่ได้เย็นลง
แต่ถ้าโยนมันทิ้งไปตอนนี้ โลกก็ไม่มีเครื่องมืออื่นเหลืออยู่เลยที่จะดึงเงินเอกชนมาช่วยผืนป่าได้ทันเวลา
สุดท้ายมันเลยกลายเป็นคำถามที่โคตรอึดอัด... ว่าเราจะยอมทนใช้มีดที่ติดเชื้อเล่มนี้ต่อไป แล้วรีบหาทางล้างเชื้อโรคโดยเอาไปหลอมตีขึ้นโครงสร้างใหม่ หรือจะยอมปล่อยให้ผืนป่าตายไปต่อหน้าต่อตา เพราะรังเกียจความสกปรกของมัน
นี่แหละครับ ความรู้สึกที่ติดอยู่ในใจผมหลังอ่านรายงาน FAO ฉบับนี้จบ... แล้วคุณล่ะ คิดว่าเราควรทำยังไงกับมีดเล่มนี้ดี?
Can small-scale landholders benefit from voluntary carbon markets? 🌱
Explore this new @FAO study examining the opportunities, barriers and experiences of landholders accessing carbon-credit payments in Asia and the Pacific 👉 doi.org/10.4060/ce1324en
NPC ธรรมดา retweeted
Replying to @shiraana17
สวัสดีค่ะขอฝากผลงานด้วยนะคะ!
ทางมิถนัดงานจิบิกับอนิเมชั่นค่ะ🙌แต่คิวอนิเมชั่นตอนนี้ยาวถึงต้นปีหน้า แต่หากสนใจสามารถเข้ามาสอบถามกันก่อนได้ค่ะ ! ส่วนคิวงานสเกลอื่นยังเปิดรับเรื่อยๆค่ะ(อาจขอดูเดดไลน์อีกที🙏)
ส่วนของเรทอนิเมชั่นจะขอประเมินเป็นชิ้นๆไปค่ะ 🥺
mirinma.carrd.co/
Telegram เป็นแอปแชตที่เลวมากครับ
ไฟล์ไม่หาย รูปไม่หาย
ล็อกอินได้หลายเครื่อง
หนึ่งเครื่องล็อกอินได้หลายไอดี
ทำสติ๊กเกอร์เองได้
ทำบอทเองได้
หรือใช้สติ๊กเกอร์กับบอทคนอื่นก็ได้
เลวมากครับ อย่าเอาไปเทียบกับ LINE เลย 🤣
NPC ธรรมดา retweeted
มุจังจะเป็นคนสุ่มให้แหละ เอาอันไหนให้ทุกคนดีนะ... ยังจองเพื่อรับสติ๊กเกอร์แบบสุ่มได้นะ! หรือถ้าอยากมาเจอกันหน้างานก็ได้ เดี๋ยวมีมุจังไซส์จิ๋วไปนั่งด้วย ตื่นเต้นป่าว ๆ
NPC ธรรมดา retweeted
มาแชร์โปรแกรมออกกำลังกายล่าสุดค่ะ 💪
บอกได้คำเดียวว่า…ใครนอนไม่หลับ ลองจัดชุดนี้ดูค่ะ เหนื่อยจนหลับยาวแน่นอน! 😂
มีทั้งวิ่ง Interval และเวทเทรนนิ่ง รวม ๆ แล้ว 40 นาทีเต็ม ๆ
ทำวันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 3 ครั้งก็พอ ให้ร่างกายได้พักบ้างนะคะ
ส่วนแอดเอง…บางวันก็แอบเปลี่ยนช่วงวิ่งเร็วเป็นเดินเร็วแทนค่ะ เหนื่อยไม่ไหวจริง ๆ 55555 🤣
ใครกำลังเริ่มออกกำลังกาย มาเป็นเพื่อนกันค่ะ ค่อย ๆ ไปด้วยกันนะ ❤️
xitter.gq/NovelsFrom/status/2119…
🤖 Made with AI
NPC ธรรมดา retweeted
การด่าคนฆ่าตัวตายว่าเห็นแก่ตัวที่สร้างทรอม่า ความเดือดร้อนให้คนอื่นนี่มันนำไปสู่อะไรนะ?
1.ได้ความสะใจ? ได้ตัดสินแล้วว่าไอ้นี่มันทำสังคมเดือดร้อน ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงถูกเรียกว่า สำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม
2.หวังให้เขาปรับปรุงตัว? คนตายไปแล้ว ก็ไม่น่าจะมีโอกาสได้ปรับปรุงอะไรอีกแล้ว
3.หวังให้คนอื่นที่กำลังจะฆ่าตัวตายรู้สึกผิด? ไม่เอาเป็นแบบอย่าง ถ้าหวังแบบนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ใช่ว่าคนสำนึกได้ ฆ่าตัวตายกันน้อยลง แต่จะแอบฆ่าตัวตายกันมากขึ้นแทนต่างหาก
หันไปดูญี่ปุ่นก็ได้ ออกกฎให้ญาติรับผิดชอบถ้ามีคนฆ่าตัวตายแล้วคนอื่นเดือดร้อน คนมันเลยหันไปฆ่าตัวตายกันเงียบๆ ในห้องตัวเอง หรือไม่ก็ในป่า
คือถ้าคาดหวังกันว่า ไม่อยากเห็นคนฆ่าตัวตายสร้างทรอม่าให้คนอื่น ก็ควรตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า พวกมึงดูแลประชากรกันยังไง ไม่ใช่ไปจี้กับคนฆ่าตัวตายว่าให้ไปตายเงียบๆ อย่าเดือดร้อนคนอื่น
paintมึงยังremote hackได้
🚨 เตือนภัยผู้ใช้ Windows 11‼️
พบช่องโหว่ระดับ High ใน Microsoft Paint (CVE-2026-83844) คะแนน CVSS 8.1 อาจเปิดช่องให้แฮกเกอร์รันโค้ดบนเครื่องเหยื่อจากระยะไกลได้
⚠️ รีบอัปเดต Paint ผ่าน Microsoft Store เป็นเวอร์ชัน 11.2609.401.0 ขึ้นไป
#CyberSecurity #Microsoft #Windows11
NPC ธรรมดา retweeted
ย้อนไปเกือบ 20 ปี ฝรั่งใช้ 8 แทนสระเสียง ‘เอท’ ในหลาย ๆ คำเลยนะ ขนาดเพลงของ Avril Lavigne ยังสะกดว่า Sk8er Boi (ปี 2002) มันปรับมาใช้เป็นภาษาคุยในแชทกันเยอะ เพราะมันสั้น พิมพ์ไวดี แต่คนอ่านต้องเข้าใจ 😂
ต.ย. Text Slang
- L8 = Late (สาย)
- L8R = Later (ไว้เจอกันทีหลัง)
- H8 = Hate (เกลียด)
- SK8 = Skate (สเก็ต/เล่นสเก็ต)
- W8 = Wait (รอ)
- GR8 = Great (เยี่ยมไปเลย)
- M8 = Mate (เพื่อน/สหาย)
- ILBL8 = I'll be late. (เดี๋ยวฉันไปสายนะ)
- IA8 = I already ate. (ฉันกินข้าวแล้ว)
NPC ธรรมดา retweeted
สึบาเมะ: มังกรอ่อป๊า! มังกรแล้วไงป๊ากลัวอะไรมัน ป๊าคือไป๋หู่เทพเจ้าเสือขาว อั๊วคืออาหลาง หมาป่าฤดูหนาวที่ดุร้ายที่สุด ที่นี่คือถิ่นเราป๊า ภูเขาแถบนี้เราคือราชา! ป๊าจำไว้เลยนะ อั๊วเนี่ย คนอยากอั๊วเนี่ย จะทำให้มังกรอย่างไอคุณเซนะ มันหล่นจากฟ้าแล้วหมาป่าตัวนี้จะฉีกเนื้อมังกรให้ป๊าดู



















































