
Redefining success for ourselves. 🦋 book club @bloombuzzreads 📚 🎨👩💻 Follow me on TikTok👇
Thailand
Joined August 2015
- Tweets4.7K
- Following482
- Followers11.7K
- Likes1.2K
Pinned Tweet
แชร์ Burnout Recovery Journey
ใครที่กำลังอยู่ในสภาวะเดียวกัน แชร์กันได้นะ
ปลายปีที่แล้วเราทำงานหนักมากๆ ตอนแรกคิดว่าเพราะงานเยอะ เพราะปริมาณงานมันเยอะจริง ๆ ทำงานแทบทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ยังทำ ไม่ค่อยได้พักเลย
แต่พอมานั่งทบทวนจริง ๆ รู้สึกว่า “ปัญหามันไม่ใช่เรื่องปริมาณงาน”
Bloombuzz retweeted
อันนี้จะเป็นลิสต์ของมหาลัยที่จะเข้าร่วมงาน QS Discover Masters & MBA Fair งานเรียนต่อต่างประเทศนะคะ
รายชื่อมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม STEM Uni (จะอยู่ในห้อง Master’s Fair)
🇸🇬 Nanyang Technological University, (NTU Singapore)
🇸🇬 Singapore Management University
🇸🇬 Singapore University of Technology and Design
🇭🇰 School of Engineering HKUST
🇭🇰 CUHK Business School
🇭🇰 The University of Hong Kong
🇦🇺 The University of Sydney
🇺🇸 Carey Business School
🇺🇸 Temple University
🇺🇸 Columbia Engineering
🇺🇸 Columbia University School of Professional Studies
🇺🇸 University of Utah
🇺🇸 University of West Georgia
🇺🇸 Yale School of Environment
🇬🇧 University of Bath School of Management
🇫🇷 ESSEC Business School, Paris
🇳🇱 Eindhoven University of Technology
🇫🇮 University of Eastern Finland
Master’s Fair
🇬🇧 Alliance Manchester Business School
🇺🇸 Binghamton University
🇺🇸 Carey Business School
🇨🇳 China Europe International Business School
🇺🇸 Columbia Engineering
🇺🇸 Columbia University School of Professional Studies
🇭🇰 CUHK Business School
🇪🇸 EADA Business School Barcelona
🇳🇱 Eindhoven University of Technology
🇫🇷 ESSEC Business School, Paris
🇭🇰 HKUST Business School
🇸🇬 Nanyang Technological University, Singapore (NTU Singapore)
🇬🇧 Northeastern University UK
🇸🇬 NUS Business School
🇨🇳 NYU Stern Shanghai
🇺🇸 Savannah College of Art and Design
🇭🇰 School of Engineering HKUST
🇸🇬 Singapore Management University
🇸🇬 Singapore University of Technology and Design
🇺🇸 Temple University
🇭🇰 The University of Hong Kong
🇦🇺 The University of Sydney
🇬🇧 UCL School of Management
🇬🇧 University of Bath School of Management
🇫🇮 University of Eastern Finland
🇬🇧 University of Liverpool - Management School
🇺🇸 University of Utah
🇺🇸 University of West Georgia
🇺🇸 Virginia Commonwealth University
🇺🇸 Yale School of Environment
Connect Masters (Personal Meeting)
🇺🇸 Columbia University School of Professional Studies
🇬🇧 Durham University Business School
🇸🇬 Nanyang Business School, Singapore
🇸🇬 NTU Entrepreneurship Academy
🇸🇬 NUS Business School
🇮🇹 POLIMI Graduate School of Management
MBA Fair
🇨🇳 Antai College of Economics & Management
🇨🇳 Shanghai University – MBA and Management Education Center
🇨🇳 Tsinghua University, School of Economics and Management
🇫🇷 NEOMA Business School
🇭🇰 HKU Business School
🇯🇵 Waseda Business School
🇸🇬 Nanyang Business School, Singapore
🇸🇬 NUS Business School
🇸🇬 Singapore Management University
🇪🇸 ESADE Business School
🇬🇧 Durham University Business School
🇬🇧Newcastle University Business School
#เรียนต่อต่างประเทศ #ทุนปริญญาโท #ทุนการศึกษา #QSDiscover #StudyAbroad
Bloombuzz retweeted
สาย Data, AI หรือ Tech ที่อยาก Upskill หรือ เรียนต่อ ป โท ต่างประเทศ มี Event นี้มาแนะนำ น่าสนใจมาก 🐱📊🔥
ใครทำงานสาย Data อยู่แล้ว แต่อยากต่อยอดความรู้ให้ลึกขึ้น หรือกำลังมองหาโอกาสเรียนต่อด้าน Data Science, Business Analytics, AI หรือ Technology ในต่างประเทศ มีงานนี้มาแนะนำ
🎓 “QS Discover Masters & MBA Fair” งานเรียนต่อต่างประเทศที่รวบรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำ 40+ สถาบัน จาก UK, US, Canada, Australia และอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก มาให้พูดคุยและสอบถามข้อมูลกันแบบตัวต่อตัวเลย ไม่ต้องหาข้อมูลเองทีละที่
จัดโดย QS (Quacquarelli Symonds) ผู้จัดทำ QS World University Rankings
งานนี้น่าสนใจยังไงสำหรับคนสาย Data?
- ปกติเวลาจะเรียนต่อ เราต้องหาข้อมูลจากหลาย ๆ มหาวิทยาลัยมาเทียบกันเอง แต่งานนี้เราสามารถเดินดูได้เลยว่าแต่ละหลักสูตร ป.โทอะไรน่าสนใจบ้าง ทั้ง Data Science, Business Analytics, AI, Computer Science หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- สนใจหลักสูตรไหนก็แวะเข้าไปพูดคุย ถามรายละเอียดกับตัวแทนมหาวิทยาลัยได้โดยตรงเลย
- วางแผนเติบโตในสายอาชีพ อยากขยับจาก Data Analyst ไปสู่ Data Scientist หรือเปลี่ยนสายไปทำงานด้าน AI และ Technology สามารถพูดคุยกับมหาวิทยาลัยเพื่อหาหลักสูตรที่เหมาะกับเป้าหมายเราได้
- หาโอกาสรับทุนเรียนต่อ อันนี้น่าสนใจมาก! 🐱🎓 ในงานสามารถสอบถามข้อมูลทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ พร้อมโอกาสสมัครทุนการศึกษาจาก QS เลย มูลค่ารวมกว่า 1.6 ล้านบาท
- เปรียบเทียบตัวเลือกเรียนต่อต่างประเทศ ทั้งหลักสูตร ค่าใช้จ่าย คุณสมบัติผู้สมัคร และขั้นตอนการสมัคร เพื่อช่วยวางแผนเรียนต่อได้ง่ายขึ้น
และเค้ามีกิจกรรมฟรีอีกเยอะเลย
✅ ตรวจ CV และรับคำแนะนำจาก Career Coach
✅ ถ่ายภาพ Professional Headshot สำหรับ LinkedIn (อันนี้ชอบนะ ปกติเคยไปถ่ายที่ร้านแบบเสียเงิน 555)
✅ เข้าร่วมสัมมนาและ Q&A เกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศ
✅ รับส่วนลดคอร์สเตรียมสอบ GMAT/GRE และสิทธิ์ทำ Mock Test
รายละเอียดของงานนะคะ
📅 วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2569
⏰ 18.00–21.30 น.
📍 Hilton Bangkok Grande Asoke (ใกล้ BTS อโศก / MRT สุขุมวิท)
🎟️ เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ
สามารถเข้าร่วมได้ทั้งนักศึกษา คนทำงานสาย Data, Developer, Software Engineer หรือใครที่สนใจต่อยอดความรู้ด้าน AI และ Technology งานนี้เป็นโอกาสดีมากจะได้ดูพวกหลักสูตรและพูดคุยกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศโดยตรงเลย
มหาลัยไหนมาบ้าง ลิสต์ไว้ให้ในใต้โพสต์นี้นะคะ มีหลายมหาลัยน่าสนใจเลย
👉 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี: tinyurl.com/cattodata
📝 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ: [email protected]
#เรียนต่อต่างประเทศ #ทุนปริญญาโท #ทุนการศึกษา #QSDiscover #StudyAbroad
ถ้าวันนึง AI เก่งจนคนจำนวนมากไม่จำเป็นต้องทำงานแบบเดิม บ้างก็โดน lay off ลาออก จะไปทำอะไรกันนะ ส่วนหนึ่งก็หันไปเป็น Creator กันหมด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
ช่วงนี้เห็นคอนเทนต์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวกับ “ฉันจะทำงานอะไร” แต่เป็น “ฉันจะเอายังไงดีกับชีวิต” ซึ่งมันเป็นปัญหาใหญ่กว่าการตกงานอีก เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแค่เงิน แต่ยังต้องการ Purpose, challenge, community, achievement, status, identity
แต่พอเอา AI เอางานไปหมด สิ่งเหล่านี้ก็หายไปด้วย พอ AI ทำงานแทนได้มากขึ้น งานก็มี challenge น้อยลง สมองก็ไม่ค่อยได้ใช้ เกิดความเบื่อง่ายขึ้น หงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ ง่ายขึ้น
จะทำยังไงถ้าบริษัทสามารถผลิตของได้มากขึ้นแต่คนไม่มีเงินซื้อ ดังนั้นในระยะยาวระบบแจกจ่ายความมั่งคั่งต้องเปลี่ยน
ถ้ามองโลกในแง่ดี ในอนาคตคนอาจจะทำงานเพราะอยากได้เงินน้อยลง แต่เป็นอยากทำเพราะอยากสร้างสรรค์ อยากสร้างคุณค่า อยากมีประสบการณ์ อยากช่วยคน
วันนี้สิ่งที่ต้องถามตัวเองอาจจะไม่ใช่ ทักษะที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คืออะไร ก็อาจจะไม่แน่ใจแล้วเพราะเดี๋ยวยังไง AI มันก็จะตามทันได้ในเร็ววัน แต่คือ “การรู้ว่าอะไรมีความหมายสำหรับตัวเรา”
หนังสือที่ชวนให้เรากลับมาทบทวนและทำความเข้าใจกับ ”ความธรรมดา“ ในชีวิต
"ธรรมดานิยม" โดยคุณ นวลละออง ศรีชุมพล เป็นหนังสือที่ชวนให้เรากลับมาทบทวนและทำความเข้าใจกับ "ความธรรมดา" ในชีวิต
ในยุคที่สังคมกดดันให้ทุกคนต้องโดดเด่น ต้องสำเร็จเร็ว หรือเป็น "คนพิเศษ" หนังสือเล่มนี้ ก็จะเหมือนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเครื่องเตือนสติว่า การเป็นคนธรรมดาก็ไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลว
📌 สรุปสาระสำคัญของหนังสือ
1. ถอดรหัส "ทำไมเราถึงอยากเป็นคนพิเศษ?"
เคยสงสัยไหมว่าเราทำไมต้องเป็นคนพิเศษด้วย ต้องแบบที่หนึ่ง ต้องได้รับการยอมรับ เราเป็นคนธรรมดาเฉยๆ ไม่ได้หรอ แน่นอนค่ะเป็นได้นะคะ
โดยช่วงต้น หนังสือก็จะพาไปสำรวจเบื้องหลังความทะเยอทะยานของมนุษย์ผ่านมุมมองทาง จิตวิทยา, ชีววิทยา, ปรัชญา และสังคมวิทยา ทำให้เราได้เห็นว่า ความกลัวที่จะเป็นการเป็นคนธรรมดา มันถูกปลูกฝัง ผ่านค่านิยมสังคม ผ่านยุคสมัยที่มีการแข่งขัน และโซเชียลมีเดียที่เปิดโอกาสให้เราเห็นแต่ "ไฮไลต์" ในชีวิตของคนอื่นตลอดเวลา จนเราก็เกิดความรู้สึกว่า ชีวิตธรรมดาของตัวเองนั้น "ไม่ดีพอ"
2. กับดักของการเปรียบเทียบ (Social Comparison)
หนังสือก็จะอธิบายถึงกลไกตามธรรมชาติของสมองและพฤติกรรมมนุษย์นะคะ ที่มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล และอาการแอบรู้สึกผิด เวลาที่ตัวเองไม่ได้วิ่งตามมาตรฐานความสำเร็จของสังคม
3. คุณค่าและความงามของ "ธรรมดานิยม"
"ธรรมดานิยม" ไม่ใช่การสอนให้ถอดใจ ทิ้งความฝัน หรืออยู่อย่างสิ้นหวัง หรือปลง แต่เป็นการ ยอมรับความเป็นคนธรรมดาอย่างเข้าใจ รู้เท่าทันความคาดหวังของสังคม และกลับเคารพจังหวะชีวิต (Pace) ของตนเอง การเปรียบเทียบความสุขด้วยมาตรฐานของตัวเอง มันจะช่วยลดความทุกข์ที่เกิดจากการไขว่คว้าสิ่งที่เกินตัว
แล้วหนังสือก็จะแบ่งเป็นตัวอย่างของการปรับใช้แนวคิดการเป็นคนธรรมดา ในบทบาทของการเป็นพ่อแม่ การเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา การเป็นเจ้าของธุรกิจ ไปจนถึงบทบาทของการเป็นคนรัก
แล้วสุดท้าย ก็จะมีวิธีการเป็นคนธรรมดา 14 วัน เป็นแบบฝึกหัดที่เราสามารถทำตามได้จริงค่ะ
💡 ซึ่งแนวคิดหลักที่ได้จากเล่มนี้
* ยอมรับความปกติ: การมีชีวิตที่ราบเรียบ ตื่นมาทำงาน และพักผ่อน ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แต่คือความสมบูรณ์ในรูปแบบหนึ่ง
* ปลดล็อกความทุกข์: ลดแรงกดดันจากการต้องพยายามสร้างอิมแพกต์หรือเป็นที่จดจำตลอดเวลา
* ความสุขระดับสามัญ: กลับมาค้นพบความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ที่มักถูกละเลยไปเพราะมัวแต่มองหาความสำเร็จใหญ่โต
สรุปสั้นๆ: หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน "ยาถอนพิษ" สำหรับคนที่กำลังเหนื่อยจากการวิ่งแข่งขันในโลกของการทำงาน
#แนะนำหนังสือ #หนังสือน่าอ่าน
#bookrecommendations #BookReview #พัฒนาตัวเอง
@bloombuzzreads
“มีอะไรจะถามเพิ่มเติมไหม?”
คำถามที่ทุกคนมักจะเจอในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์งาน
เราเชื่อว่าการสัมภาษณ์งานไม่ได้มีไว้แค่ให้บริษัทเลือกเรา หรือดูเพียงแค่ว่า Job Description ตรงกับที่เราทำได้ไหมเท่านั้น แต่ “เราเองก็ต้องเลือกบริษัทด้วย” เพื่อดูว่าค่านิยมและเป้าหมายของบริษัทตอบโจทย์การเติบโตไปพร้อมกันหรือเปล่า
เรามาดูลิสต์คำถามที่สามารถนำไปถามผู้สัมภาษณ์ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกัน
❓“เกี่ยวกับบริษัท”
1. เป้าหมายปัจจุบันของบริษัทคืออะไร?
คำถามนี้จะช่วยให้เห็นทิศทางและภาพใหญ่ขององค์กร รวมถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในปัจจุบัน
2. พอจะช่วยเล่าถึงค่านิยม (Values) ของบริษัทให้ฟังเพิ่มเติมได้ไหม?
ใช้ถามในกรณีที่ไม่พบข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หรืออยากฟังมุมมองจริงจากคนที่ทำงานในองค์กรนั้น
3. ตั้งแต่ที่คุณทำงานที่นี่มา คิดว่าค่านิยมของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปอย่างไรบ้าง?
ช่วยให้เห็นว่าบริษัทมีความยืดหยุ่น ปรับตัวตามยุคสมัย และเปิดรับความเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน
4. บริษัทมีแนวทางในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะและการเติบโตในสายอาชีพของพนักงานอย่างไร?
เช็กดูว่าองค์กรให้ความสำคัญกับการลงทุนในตัวพนักงาน ทั้งเรื่องการ Upskill/Reskill และ Career Path หรือไม่
💻เกี่ยวกับบทบาทและเป้าหมายการทำงาน
คำถามเกี่ยวกับตัวเนื้องานก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้เรามองเห็นภาพชัดเจนว่าเมื่อเข้าไปทำแล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
1. Challenge หลักของตำแหน่งนี้ในตอนนี้คืออะไร? และหากได้เริ่มงาน สิ่งแรกที่ต้องรีบเข้ามาจัดการคืออะไร?
จะช่วยให้เราประเมินความท้าทายล่วงหน้า และรู้ว่าอะไรคือ Priority สิ่งที่ต้องโฟกัส
2. จากที่ได้คุยกัน มีทักษะหรือประสบการณ์จุดไหนของฉันที่คิดว่าจะช่วยงานนี้ได้เลย และมีจุดไหนที่มองว่ายังต้องเติมบ้างไหม?
เช็ก Feedback แบบเรียลไทม์ เพื่อจะได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงหรือลดข้อกังวลของผู้สัมภาษณ์ได้ทันที
3. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเปิดใหม่ หรือเป็นการเปิดรับแทนคนที่ลาออกไป?
ถ้าเป็นตำแหน่งใหม่ แปลว่าเราอาจต้องสร้าง Process งานเอง แต่ถ้าเปิดรับแทนคนเก่า ก็อาจลองถามต่ออย่างนุ่มนวลถึงสาเหตุหรือความท้าทายที่คนเก่าเจอได้
4. มีการวาง Career Path และความคาดหวังในการเติบโตของตำแหน่งนี้ไว้อย่างไรบ้างในอนาคต?
ดูว่าองค์กรมีโครงสร้างการเติบโตที่ชัดเจนไหม และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเราหรือเปล่า
5. อะไรคือดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ของตำแหน่งนี้ และบริษัทมีเกณฑ์การวัดผลอย่างไรบ้าง?
ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่า "ความสำเร็จ" ในมุมมองของหัวหน้าหรือบริษัทหน้าตาเป็นอย่างไร จะได้โฟกัสงานได้ถูกจุดตั้งแต่วันแรก
เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร
วัฒนธรรมองค์กรและสภาพแวดล้อมในการทำงานคืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะบอกว่าเราจะทำงานที่นี่ได้อย่างมีความสุขในระยะยาวไหม
1. บริษัทมีแนวทางในการดูแลและลงทุนเรื่อง Well-being ของพนักงานอย่างไรบ้าง?
เพื่อดูว่าบริษัทใส่ใจเรื่อง Work-Life Balance, สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของพนักงานมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แค่เรื่องผลงานอย่างเดียว
2. บริษัทมีโครงการหรือนโยบายอย่างไรในการสนับสนุนความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่าง
เช็กความเปิดกว้างขององค์กรในเรื่องเพศ อายุ วัฒนธรรม และความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อมั่นใจว่าจะเป็นพื้นที่ที่เราสามารถเป็นตัวเองได้อย่างปลอดภัย
3. ในมุมมองของ (ผู้สัม) ที่ทำงานอยู่ตอนนี้ รู้สึกยังไงกับบรรยากาศและวัฒนธรรมของบริษัท?
เพื่อฟังสะท้อนความรู้สึกจริงเกี่ยวกับภาพรวมของทีมและสภาพแวดล้อมในการทำงานจากคนที่อยู่ในองค์กรจริงๆ
4. เมื่อเกิดสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน ฝ่ายบริหารมีวิธีรับมือหรือสนับสนุนทีมอย่างไร?
ช่วยให้เห็นทัศนคติของผู้นำในภาวะวิกฤต ว่ายึดพนักงานเป็นศูนย์กลาง รับฟัง ปรับปรุง และสร้างแรงใจให้ทีมเดินหน้าต่ออย่างไร
แชร์สิ่งที่เราทำในช่วงมองหางานใหม่
เคยไหมอยากลาออกจะแย่ เลยหว่านใบสมัครไปทุกที่ จนลืมว่าตัวเองสมัครที่ไหนไปแล้วบ้าง แถมใช้ Resume เดียวสมัครทุกงาน
ในช่วงแรกเราก็สมัครงานสะเปะสะปะเหมือนกัน แต่ก็มารู้ทีหลังว่ามันไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีเท่าไรในระยะยาว เลยอยากจะมาแชร์สิ่งที่เราทำค่ะ
หลายคนอาจจะรู้วิธีเหล่านี้อยู่แล้ว เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังอยู่ในช่วงเดียวกันนะคะ ถ้าใครมีเทคนิคหรือวิธีอื่น ๆ ก็มาแชร์กันได้เลย 😊
1. เริ่มจากการรู้จักตัวเองก่อน (Know Your Value)
ก่อนจะเริ่มสมัครงาน ลองถามตัวเองก่อนว่า
- ก้าวต่อไปของอาชีพเราอยากเติบโตไปทางไหน
- อยากทำงานในอุตสาหกรรมอะไร
- อยากพัฒนาทักษะอะไรเพิ่มเติม
- อยากมีสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไหน
- จุดแข็งและจุดอ่อนของเราคืออะไร
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากทำอะไร ลองเขียนลิสต์ 3 ข้อนี้
1. สิ่งที่เราให้ความสำคัญ (Values)
2. สิ่งที่เราถนัด (Strengths/Talents)
3. สิ่งที่เราชอบทำ (Passion)
เมื่อเอาทั้ง 3 อย่างมาประกอบกัน เราจะเริ่มเห็นภาพว่า “งานที่เราอยากทำจริง ๆ” คืออะไร
2. เขียนภาพของงานในอุดมคติ (Ideal Job)
ลองเขียน Ideal Job Description ของตัวเอง ว่างานที่ใช่ควรมีอะไรบ้าง เช่น
- ลักษณะงาน
- หน้าที่รับผิดชอบ
- รูปแบบการทำงาน
- วัฒนธรรมองค์กร
- เงินเดือนและสวัสดิการ
- โอกาสในการเติบโต
การเขียนออกมาจะช่วยให้เราคัดเลือกงานได้ง่ายขึ้น และไม่สมัครแบบหว่านไปทุกที่
📍Tips: ถ้าใครคุยกกับ AI บ่อยๆ ก็อาจจะลองให้ช่วยเราลิสต์รายละเอียดพวกนี้ออกมา ของเราให้ gen เป็นอินโฟกราฟิกเลยทำให้เห็นภาพชัดเจนมากๆ
3. วางแผนการสมัครงาน
กำหนด Timeline คร่าว ๆ ให้ตัวเอง เช่น
- สมัครงานวันละ X ตำแหน่ง
- ตั้งเป้าสัมภาษณ์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 บริษัท
- กำหนดเวลาสำหรับการปรับ CV และเตรียมตัวสัมภาษณ์
การมีแผนจะช่วยให้ไม่รู้สึกว่าการหางานเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินไป
4. เตรียมโปรไฟล์ให้พร้อม
- อัปเดต LinkedIn
- อัปเดต CV ให้ตรงกับตำแหน่งที่ต้องการ
- ฝาก Resume ไว้กับเว็บไซต์ Recruiter ต่าง ๆ
- เปิดสถานะ Open to Work บน LinkedIn (จะเปิดให้ทุกคนเห็นหรือเฉพาะ Recruiter ก็ได้)
- บอกคนรู้จักว่าเรากำลังมองหางาน ถ้ามีโอกาส ลองออกไป Networking เพราะหลายครั้งโอกาสดี ๆ ก็มาเพราะคนแนะนำ
5. ศึกษา Career Path ที่เราอยากไป
ถ้ามีตำแหน่งหรือเป้าหมายในอาชีพที่ชัดเจน ลองเข้าไปดูโปรไฟล์ของคนที่ทำงานตำแหน่งนั้นบน LinkedIn สังเกตว่า
- เขามีประสบการณ์อะไร
- มีทักษะอะไร
- เคยทำงานที่ไหนมาบ้าง
สิ่งนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพว่าต้องพัฒนาตัวเองด้านไหนเพิ่มเติม
6. ปิดช่องว่างของทักษะ (Skill Gap)
เมื่อรู้แล้วว่างานที่อยากทำต้องใช้ทักษะอะไร ลองเช็กว่าตัวเองยังขาดอะไร
จากนั้นค่อยวางแผนเรียนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นคอร์สออนไลน์ ใบ Certificate หรือโปรเจกต์ที่ช่วยสร้างประสบการณ์
7. ศึกษาเรื่องเงินเดือนและตลาดงาน
ก่อนสัมภาษณ์ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ
- เงินเดือนในตำแหน่งเดียวกัน
- ค่าตอบแทนในอุตสาหกรรม
- สวัสดิการที่ควรได้รับ
- แนวโน้มของตลาดงาน
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราต่อรองเงินเดือนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
8. อย่าดูแค่เงินเดือน แต่ให้ดูบริษัทด้วย
เวลาสัมภาษณ์ นอกจากหน้าที่งาน ค่าตอบแทน และสวัสดิการแล้ว ลองพิจารณาเรื่องเหล่านี้ด้วย
- วัฒนธรรมองค์กร
- คุณค่าขององค์กร (Company Values)
- Work-life Balance
- ความยืดหยุ่นในการทำงาน
- วิธีการทำงานของทีม
- สไตล์การทำงานของหัวหน้า
- บรรยากาศการทำงานโดยรวม
สุดท้ายแล้ว เราใช้เวลาอยู่กับงานเกือบทุกวัน การเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับตัวเองก็สำคัญไม่แพ้เงินเดือน
9. มองเรื่องการเติบโตในระยะยาว
ถ้าเราเป็นคนที่อยากเติบโตในสายอาชีพ ลองถามคำถามเหล่านี้ระหว่างสัมภาษณ์
- ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งใหม่ หรือเปิดแทนคนเดิม
- คนที่ทำตำแหน่งนี้ก่อนหน้าอยู่กับบริษัทนานแค่ไหน
- Career Path ของตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร
- มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งหรือพัฒนาสายงานหรือไม่
โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก บางแห่งอาจมีโอกาสเติบโตภายในองค์กรค่อนข้างจำกัด ดังนั้นถ้าเป้าหมายของเราคือการเติบโตในระยะยาว ก็ควรนำเรื่องนี้มาพิจารณาด้วย
10. ถ้ามีหลาย Offer อย่ารีบตัดสินใจ
ลองทำตารางเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของแต่ละบริษัท เช่น
เงินเดือน
สวัสดิการ
ลักษณะงาน
หัวหน้างาน
วัฒนธรรมองค์กร
โอกาสเติบโต
ความมั่นคง
Work-life Balance
บางครั้งบริษัทที่เงินเดือนไม่สูงที่สุด อาจตอบโจทย์ชีวิตเรามากที่สุดในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว การหางานไม่ใช่แค่การหาบริษัทที่รับเรา แต่เป็นการหาสถานที่ที่เราอยากเติบโตไปด้วยเหมือนกัน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังอยู่ในช่วงมองหางานใหม่ค่ะ 🤍
เราเป็น MG (Manifesting Generator) ใน Human Design มีความสนใจหลายอย่างถนัดหลายอย่าง ชอบทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ถ้าทำแค่อย่างเดียวจะเป็นบ้าได้
เคยคิดเหมือนกันว่า ทำไมเราไม่เชี่ยวชาญสักอย่างไปเลย มันจะได้ง่าย เช่น เวลาสมัครงานก็ตัดสินใจลำบาก เพราะว่างานนู้นก็อยากทำ งานนี้ก็ดูน่าสนใจไปหมด
จะปรับในเรื่องของทัศนคติในเรื่องยังไง?
สิ่งที่ต้องปรับไม่ใช่ “ทำยังไงให้ชอบอย่างเดียว” “การพยายามเอาตัวเองมายัดใส่ในกรอบเดียว” แต่เป็น “การเปลี่ยนความหมายของการเป็นคนชอบหลายอย่าง”
ลองเปลี่ยนมุมมองแบบนี้ดู
1. เปลี่ยนจาก “เราไม่เก่งสักอย่าง” เป็น “เราเก่งในการเชื่อมโยงหลายศาสตร์”
คนที่เชี่ยวชาญด้านเดียวมีข้อได้เปรียบเรื่องความลึก แต่คนที่สนใจหลายอย่าง มักมีข้อได้เปรียบเรื่อง
- มองภาพรวม
- เรียนรู้เร็ว
- เชื่อมโยงความรู้ข้ามสาย
- ปรับตัวเก่ง
ซึ่งโลกการทำงานทุกวันนี้ก็ต้องการคนแบบนี้ไม่น้อย เราเห็นเยอะมากตำแหน่งงานที่ไม่ได้ต้องการคนทำหน้าที่เดียวอีกต่อไป
2. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับ Specialist
เราอาจจะเห็นคนที่เก่งเรื่อง data มากๆ เก่งด้านการวิเคราะห์มากๆ แล้วคิดว่าทำไมเราไม่เก่งแบบเค้า แต่ในขณะเดียวกันเค้าอาจจะไม่เก่งในสิ่งที่เราสามารถทำได้ อย่างเช่น ด้าน creative, การพรีเซนต์, partnership, การพูดคุยกับคน และอื่นๆ
ทุกคนมีจุดแข็งคนละแบบ
อยากให้ลองเปลี่ยนมุมมองจาก
“เรายังหาสิ่งที่เก่งที่สุดไม่เจอ”
เป็น
“จุดแข็งของเราคือการเรียนรู้เร็ว ปรับตัวเร็ว และเชื่อมโยงหลายทักษะเข้าด้วยกัน” และ “เราควรเลือกงานที่เปิดพื้นที่ให้เราใช้หลายด้านของตัวเอง”
Bloombuzz retweeted
คนเราอย่าปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่างมากเกินไป ไม่งั้นจะคิดมากในเรื่องไม่เป็นเรื่อง จะฟุ้งซ่านในเรื่องไร้สาระ นิดหน่อยก็เก็บมาคิด
หางานอดิเรกทำ อ่านหนังสือ หาความรู้เพิ่ม เดินห้าง ดูหนัง ออกกำลังกาย
หรือไม่ก็ เรียนแต่งหน้า นั่งสมาธิ ดำน้ำ ปลูกปะการัง ทำอาหาร นวดสปา ปลูกป่า ดำนา ดูดิสนีย์ออนไอซ์ แรลลี่ตีกอล์ฟ ล่องเรือ ส่องสัตว์ ช๊อปปิ้ง ดูงิ้ว ดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ดินเนอร์ ทำขนม จัดดอกไม้ เที่ยวตลาดน้ำ เรียนถ่ายรูป ดูกายกรรม ชมเมืองเก่า เข้าสัมมนา ทัวร์ธรรมมะ เรียนเต้นแล้วก็ร้องเพลง
จะช่วยลดความฟุ้งซ่าน ลดความคิดมาก ลดความกังวลใจไปได้มาก ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีเวลาว่างมาก ยิ่งฟุ้งซ่านได้ง่าย ต้องระวัง
หางานอดิเรกทำแต่เนิ่นๆ พออายุมากขึ้นจะได้มีงานอดิเรกที่ชอบทำ
แชร์กันหน่อยว่าตัวอย่างสวัสดิการพนักงานด้าน Wellbeing ของที่ทำงานแต่ละคนมีอะไรบ้าง นอกจากประกันสุขภาพทั่วไป ที่เราเคยเจอก็จะมี
- จัดกิจกรรมวิ่งด้วยกัน
- จ้างครูสอนโยคะ
- ใช้แอป Calm ได้ฟรี
- ปรึกษาด้านสุขภาพจิต
- เวลาการทำงานยืดหยุ่น
หลังจาก Burnout เราทำอะไรบ้าง? มาแชร์สิ่งที่ช่วยให้เราค่อย ๆ กลับมารู้สึกเป็นตัวเองอีกครั้ง
อันดับแรกเลย คือ “ยอมรับ” ก่อนว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว
ทั้งร่างกายและจิตใจมันส่งสัญญาณชัดมาก ว่าถึงเวลาต้องพักจริง ๆ
แล้วก็ “พักแบบไม่ต้องรู้สึกผิด“ ไม่ต้องรีบหาคำตอบ ไม่ต้องรีบคิดว่าจะทำอะไรต่อ แค่ให้เวลาตัวเองได้หายใจก่อน
สิ่งต่อมาที่สำคัญมาก คือ “การสร้าง Boundaries”
เรารู้ตัวว่าเป็น People Pleaser มาก ๆ ใครขออะไรก็ตอบตกลง ทำได้หมด
จนวันหนึ่งก็รู้ว่า…คนที่แบกรับทุกอย่างไว้ คือเรานี่แหละ แล้วตัวเองก็รับไม่ไหว
เราเลยเริ่มถามตัวเองว่า งานที่รับเพิ่มเข้ามา มันทำให้เราเติบโตไหม ได้เรียนรู้อะไรไหม หรือแค่ทำเพราะไม่กล้าปฏิเสธ หรืออยากให้คนอื่นยอมรับ
สุดท้ายก็เข้าใจว่า งานไม่ใช่งานการกุศล ทุกอย่างคือการแลกเปลี่ยน ถ้ามันไม่ตอบโจทย์ชีวิตเรา ทำแล้วไม่จอย ก็ไม่จำเป็นต้องรับทุกอย่าง
ตั้งแต่นั้นมา เรา ”เริ่มให้ตัวเองเป็น Priority“ มากกว่าการพยายามทำให้ทุกคนพอใจ
หลังจากนั้น เรา ”ให้รางวัลตัวเอง“ ด้วยการไปเที่ยวเกือบเดือน ไปเปิดโลกใหม่ๆ ซึ่งถือว่าเราโชคดีที่เรามีโอกาสนี้
แล้วก็พาครอบครัวไปเที่ยวด้วยนะ มันเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า เงินที่หามาจากการทำงานหนัก ก็สามารถพาคนที่เรารักไปเที่ยวกับเรา ได้กินของอร่อยๆ ด้วยกัน มีความสุขมากๆ รู้สึกภูมิใจมาก อย่างน้อยความพยายามที่ผ่านมา มันก็ไม่ได้สูญเปล่า
แต่การเที่ยวไม่ได้ทำให้ Burnout หายทันที
หลังกลับมา เราใช้เวลาหลายเดือนในการค่อย ๆ หาคำตอบว่าจริง ๆ แล้วเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน ไม่กดดันจนเกินไป ก็ทำไปเรื่อยๆ
เราไม่ได้ทำทุกอย่างที่อินเทอร์เน็ตแนะนำ แต่เลือกทำสิ่งที่ตัวเองรู้สึก Curious หรืออยากลองจริง ๆ
เราเริ่มจาก “การทำความเข้าใจตัวเอง” นั่งคุยกับตัวเอง ทุกวัน
แล้วก็ “count my blessing” ว่าโชคดีแค่ไหน ที่มีคนรอบตัวที่น่ารัก คอยสนับสนุน ไม่ได้ลำบาก ที่จะต้องหาทางออกจากสถานการณ์นี้ขนาดนั้น พยายามอยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้มองว่า why me?? ทำไมสิ่งนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง คือเชื่อใน timeline ว่าสักวันเราจะเจอทางใหม่ของเรา ทุกอย่างมันมีเวลาของมัน
เราคุยกับเพื่อน คุยกับ Career Coach หลายคน แล้วก็ศึกษาพวก Human Design หรือแบบทดสอบต่าง ๆ ที่ช่วยให้เห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง
อ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด แล้วก็เขียน Reflection
ถามตัวเองว่า
“จริง ๆ แล้วเราต้องการอะไร”
ไม่ใช่สิ่งที่สังคมหรือคนอื่นคาดหวังให้เราเป็น
เรายังกลับไปทำ Vision Board ใหม่ด้วย แล้วก็เพิ่งค้นพบว่า Vision Board อันเก่า กว่าครึ่งหนึ่งเราทำสำเร็จไปแล้ว อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงรู้สึกหลงทาง เพราะเป้าหมายเดิมมันไปถึงแล้ว ก็เลยต้องสร้างภาพใหม่ เป้าหมายใหม่ให้ตัวเอง
อีกอย่างที่ช่วยมาก คือ “กลับไปหาสิ่งที่เคยทำแล้วมีความสุข”
ตอนเด็ก ๆ เราชอบวาดรูป ก็กลับมาวาดอีก ถึงจะไม่เก่งเหมือนเดิมก็ไม่เป็นไร ครั้งนี้ไม่ได้วาดเพื่อให้สวย แต่วาดเพราะมันทำให้มีความสุข
เรายังเริ่มทำอาหารด้วย
เพิ่งรู้ว่าการได้ทำอาหารให้คนที่เรารัก แล้วเห็นเขากินอย่างมีความสุข มันเติมพลังให้เราได้เหมือนกัน
สุดท้ายคือการออกกำลังกาย
นอกจากสุขภาพที่ดีขึ้น อาการปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่จากการทำงานก็ค่อย ๆ ดีขึ้น แล้วการได้เห็นตัวเองแข็งแรงขึ้นทีละนิด มันทำให้รู้สึกว่า อย่างน้อยเราก็กำลังพัฒนาตัวเองในทุก ๆ วัน
คิดว่าทั้งหมดก็ประมาณนี้นะ แล้วก็แล้วก็พยายามหาวิธีอื่นๆ ในการค้นหาตัวเอง แล้วก็ทำให้ตัวเองดีขึ้นละนิดนิด
แต่สิ่งที่อยากฝากไว้จริง ๆ คือ…
“อย่ารอให้ Burnout ก่อน แล้วค่อยเริ่มดูแลตัวเอง”
Self-care ไม่ใช่สิ่งที่ทำหลังจากหมดไฟ แต่มันคือสิ่งที่ช่วยไม่ให้เราไปถึงจุดนั้นตั้งแต่แรก
ถ้าอยากหลุดออกจากวงจร Burnout สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การมีขอบเขตที่ชัดเจน สร้างนิสัยที่ดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และมีงานอดิเรกหรือกิจกรรมที่เติมพลังให้ตัวเองอยู่เสมอ”
เพราะสุดท้าย…การดูแลตัวเอง ไม่ใช่รางวัลหลังจากทำงานหนัก
แต่มันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในทุก ๆ วันค่ะ
แต่สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ “การเอาคุณค่าทั้งหมดของตัวเองไปผูกไว้กับงาน”
เพราะวันไหนที่งานไม่ตอบโจทย์ ไม่เติมเต็มอีกต่อไป เราจะรู้สึกไม่มีคุณค่า ทั้งที่จริงแล้วชีวิตเรายังมีในแง่อื่นๆ ยังมีบทบาทอื่น
ยังมีคุณค่าที่เราสร้างให้กับคนอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาจากงานอย่างเดียว









