
do everything from love, with love ♡ #재현
somewhere only we know 💭
Joined April 2010
- Tweets194K
- Following217
- Followers2.4K
- Likes61.4K
ปีนี้ติดขัดหลายอย่าง วุ่นวายหลายอย่าง ทำให้ตัดสินใจไม่ไปคอน เพราะคอนดิชั่นหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น เสียดายแต่ไว้ไปรอบหน้า ที่พร้อมกว่านี้ดีกว่า วันนี้ชิเลยพาไป pop up แบบยอมเข้าไปด้วย ถ่ายรูป ทำทุกอย่างให้แบบที่ชั้นแฮปปี้มากๆ เห้อ ตอนได้โปสแล้วไม่ได้จอน(ชั้นได้แจน) ฮีไปหาแลกให้อีก
` หาแลก character hager koi the
เรา : ยูตะ
คุณ : จอห์นนี่
นัดรับพารากอน สยาม
แถวๆ pop-up ตอนนี้ได้เลย
#NEO_LOST_FOUND_CENTER
#NCT127_BLINGYinBANGKOK
#ตลาดนัดnct127
` หาแลก character hager koi the
เรา : ยูตะ
คุณ : จอห์นนี่
นัดรับพารากอน สยาม
แถวๆ pop-up ตอนนี้ได้เลย
#NEO_LOST_FOUND_CENTER
#NCT127_BLINGYinBANGKOK
#ตลาดนัดnct127
` หาแลก character hager koi the
เรา : ยูตะ
คุณ : จอห์นนี่
นัดรับพารากอน สยาม
แถวๆ pop-up ตอนนี้ได้เลย
#NEO_LOST_FOUND_CENTER
#NCT127_BLINGYinBANGKOK
#ตลาดนัดnct127
포니 ⋆. 𐙚˚ retweeted
ถ้าการมีผัวเลี้ยงและออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างทุกอย่างเป็นจุดสูงสุด เป็นปณิธานในชีวิตพี่แล้วมากดคุณค่าผู้หญิงคนอื่นที่เขา willing ที่จะหารว่าบาร์ต่ำ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยจ้า
หมอบอกว่ามันลดลงนะ เล็กลงจนจะหมดแล้ว อีกนิดเดี๋ยว พ้มดีใจมาก ไม่อยากมีก้อนนี้ ไม่อยากเป็นโรคอะไรเลย ไม่ชอบกินยาด้วย 🫤🫨
포니 ⋆. 𐙚˚ retweeted
แว้บไปถ่ายรูปที่โอลิมปิคพาร์คเมื่อวานนี้สวยมาก ใบไม้เปลี่ยนสีแบบ 100% แล้ว ใครมาดูคอนช่วงนี้คือฟินมาก บรรยากาศดีสุดๆ (วันเสาร์อาทิตย์ยังมีม็อบอยู่น้า อย่าไปอยู่ใกล้ๆพอ ดูคอนเสร็จรีบกลับได้เลยยย)
โอ้โห ผัวประเสริฐมาก คือไม่รู้จะเอาคำไหนมาชม5555555
มีผู้ชายญี่ปุ่นคนนึงเล่าว่า คบกับแฟนมา 5 ปี และคิดมาตลอดว่าตัวเองเข้าใจเรื่องประจำเดือนของผู้หญิงพอสมควร จนวันนึงได้เห็นกับตาตัวเอง แล้วถึงรู้ว่าจริง ๆ เขาแทบไม่รู้อะไรเลย
เขารู้อยู่แล้วว่าเวลาแฟนมีประจำเดือนจะใช้ผ้าอนามัยแบบสอด และเคยเห็นแฟนเข้าไปจัดการในห้องน้ำหลังกลับจากทำงานอยู่หลายครั้ง
วันนึงด้วยความสงสัย เขาเลยถามแฟนตรง ๆ ว่า ขอดูตอนเอาผ้าอนามัยแบบสอดออกได้ไหม อยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วร่างกายแฟนต้องเจอกับอะไรบ้าง ตอนแรกแฟนก็ลังเลและถามย้ำหลายรอบว่า จะดูจริงเหรอ มันค่อนข้างไม่น่าดูนะ แต่พอเห็นว่าเขาถามจริงจัง ไม่ได้อยากดูเพราะเอาไปล้อหรือทำเป็นเรื่องตลก เธอเลยยอม
เขาเลยลงไปนั่งแช่อยู่ในอ่าง แล้วปล่อยให้แฟนจัดการตามปกติ ก่อนเริ่มแฟนยังถามอีกว่า แน่ใจนะว่าไม่รู้สึกขยะแขยง ตอนนั้นเขาก็ตอบไปว่าไม่เป็นไร เพราะคิดว่าตัวเองเข้าใจเรื่องประจำเดือนอยู่แล้ว แต่พอเห็นของจริง เขาถึงกับนิ่งไปเลย
ตอนที่แฟนเอาผ้าอนามัยแบบสอดออก มีเลือดหยดลงบนพื้น แล้วตามมาด้วย ก้อนสีแดงคล้ำเกือบดำ ลักษณะคล้ายตับ เขาบอกว่าแค่เห็นก้อนนั้นก็ชะงักทันที แล้วถามแฟนว่า ก้อนที่เหมือนตับเมื่อกี้คืออะไร
แฟนเลยอธิบายให้ฟังว่า มันคือสิ่งที่หลุดออกมาพร้อมประจำเดือน และความเจ็บที่เกิดขึ้นตอนมีประจำเดือนก็มาจากกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในร่างกายนี่แหละ เขาได้ยินแล้วถึงกับถามกลับทันทีว่า แล้วมันไม่เจ็บเหรอ แฟนตอบว่า เจ็บสิ นั่นแหละคืออาการปวดประจำเดือน
เขาบอกว่า ที่ผ่านมาตัวเองไม่ได้มีอคติกับเรื่องประจำเดือนเลย และยังเคยคิดด้วยซ้ำว่า ผู้หญิงต้องเจอแบบนี้ทุกเดือนคงเหนื่อยน่าดู เรื่องปวดประจำเดือนก็เคยได้ยินมาตลอด แต่สิ่งที่เขาเข้าใจมีแค่ประมาณว่า คงปวดท้องมาก
เขาไม่เคยเห็นจริง ๆ ว่าเวลามีประจำเดือน ร่างกายสามารถมีทั้งเลือดและก้อนเลือดหรือเนื้อเยื่อออกมาได้ ภาพพื้นห้องน้ำที่มีเลือด รวมถึงก้อนสีแดงคล้ำที่เห็นในวันนั้น เลยติดอยู่ในหัวเขามาตลอด และทำให้เขารู้สึกว่า ที่ผ่านมา ตัวเองคิดว่าเข้าใจเรื่องประจำเดือน แต่จริง ๆ รู้เพียงผิวเผินมาก
หลังจากวันนั้น เขาบอกว่ารู้สึกอยากดูแลและใส่ใจแฟนให้มากกว่าเดิม พร้อมกับเริ่มคิดว่า แล้วผู้ชายอีกกี่คนที่ยังเข้าใจเรื่องประจำเดือนเพียงแค่ว่า ผู้หญิงมีเลือดออกและปวดท้องเดือนละครั้ง
เขามองว่า บางครั้งที่ผู้ชายทำเหมือนเรื่องประจำเดือนเป็นเรื่องเล็ก อาจไม่ได้เกิดจากตั้งใจไม่ใส่ใจ แต่อาจเป็นเพราะ ไม่เคยรู้จริง ๆ ว่าร่างกายผู้หญิงต้องเจอกับอะไรในช่วงนั้น
และเพราะสิ่งที่เห็นวันนั้นทำให้เขาตกใจมาก เขาเลยเอาเรื่องนี้มาเขียนเล่า เพราะอยากให้ผู้ชายคนอื่นได้รู้มากขึ้นเหมือนกัน บางเรื่องเราคิดว่าเราเข้าใจมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นว่า สิ่งที่อีกคนต้องเจอจริง ๆ มันไม่เหมือนภาพที่เราเคยคิดไว้เลย
#มินนี่แปลให้
จดด่วนค่า อ่านจบนี่ใช้ชีวิตอย่างมีสติแน่นอน
มีบทความนึงพูดถึงทักษะที่ชื่อว่า Metacognition ไว้น่าสนใจมาก พูดง่าย ๆ คือ การรู้ทันความคิดของตัวเอง ไม่ใช่แค่คิดอะไรแล้วเชื่อตามนั้นทันที แต่รู้จักหยุดเช็กว่า สิ่งที่กำลังคิดอยู่ถูกจริงไหม เราเข้าใจจริงหรือแค่คิดว่าเข้าใจ และถ้ารู้ว่าตัวเองผิดก็พร้อมเปลี่ยนวิธี
สรุปจากที่อ่านมาได้ประมาณนี้
1. คนที่พัฒนาตัวเองได้เรื่อย ๆ ไม่ใช่คนที่ไม่เคยคิดผิด แต่เป็นคนที่รู้จักเช็กความคิดตัวเอง ในแต่ละวันเราคิดและตัดสินใจเป็นพันเรื่อง แต่แทบไม่เคยหยุดถามเลยว่า สิ่งที่คิดอยู่มีเหตุผลจริงไหม
หลายครั้งเราจึงทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ได้ผลลัพธ์เดิม แล้วก็สงสัยว่าทำไมชีวิตไม่เปลี่ยน Metacognition คือการสร้างจังหวะหยุดตรงกลาง เพื่อดูว่า ฉันกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วความคิดนี้ควรเชื่อแค่ไหน
2. แนวคิดนี้เริ่มจากการศึกษาเด็ก ไม่ได้เริ่มจากเรื่องธุรกิจหรือคนประสบความสำเร็จ ช่วงปี 1970 นักจิตวิทยาชื่อ John Flavell สังเกตว่า เมื่อเด็กโตขึ้น พวกเขาไม่ได้แค่จำเก่งขึ้น แต่เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจำ และเริ่มจัดการวิธีจำของตัวเองได้
แนวคิดเรื่องการสังเกตความคิดตัวเองมีมานานแล้ว แต่ Flavell เป็นคนที่ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาศึกษา วัดผล และนำไปสอนได้จริง จนในปี 1979 ได้ชื่อว่า Metacognition
หลังจากนั้นเรื่องนี้ถูกศึกษาเยอะมาก โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ เพราะความสามารถของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราสังเกตและปรับวิธีคิดของตัวเองได้ดีแค่ไหนด้วย
3. Metacognition มีหลัก ๆ อยู่ 2 อย่าง คือ รู้ทันตัวเอง และรู้แล้วปรับเป็น
อย่างแรกคือคอยเช็กตัวเอง เช่น ฉันเข้าใจเรื่องนี้จริง หรือแค่รู้สึกคุ้น ๆ ฉันมั่นใจเพราะมีเหตุผล หรือแค่เหนื่อยจนไม่อยากคิดต่อ อย่างที่สองคือ พอรู้ว่ามีบางอย่างไม่ถูก ก็ต้องปรับ
อ่านแบบนี้แล้วจำไม่ได้ ก็เปลี่ยนวิธี กำลังจะตอบเพราะโมโห ก็หยุดก่อน ทำแบบเดิมมานานแต่ไม่ได้ผล ก็ไม่ฝืนทำต่อ ปัญหาคือหลายคนใช้ชีวิตแบบ คิด → เชื่อ → ทำ โดยไม่มีช่วงให้ตัวเองเช็กเลย
4. สมองเราหลอกให้คิดว่า ตัวเองรู้แล้ว ได้ง่ายกว่าที่คิด
เรื่องนี้เรียกว่า Illusion of Competence
เวลาอ่านอะไรซ้ำหลายรอบ เราจะเริ่มรู้สึกคุ้น อ่านคล่อง และสมองก็ตีความความคุ้นนั้นว่าเข้าใจแล้ว แต่พอปิดหนังสือแล้วลองอธิบายเอง กลับพูดไม่ได้ เพราะจริง ๆ เราแค่ จำได้ตอนเห็น แต่ยังดึงความรู้ออกมาจากหัวเองไม่ได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการลองตอบคำถามเอง ทดสอบตัวเอง หรือ Active Recall ถึงช่วยได้มากกว่าการอ่านซ้ำอย่างเดียว เพราะมันทำให้รู้ว่า เรารู้จริง หรือแค่รู้สึกว่ารู้
5. ความฉลาดอย่างเดียวไม่ได้ช่วย ถ้าเราไม่เคยสงสัยความคิดตัวเอง
บทความพูดถึงงานวิจัยที่พบความสัมพันธ์ระหว่าง Metacognition กับการเรียนและการคิดอย่างมีเหตุผล เพราะคนฉลาดที่ไม่เคยเช็กความคิดตัวเอง ก็สามารถ คิดผิดอย่างมั่นใจ ได้เหมือนกัน
ตรงนี้ยังเชื่อมกับ Dunning-Kruger Effect ที่คนซึ่งรู้น้อยในบางเรื่อง อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้น้อย เพราะการจะมองเห็นว่าตัวเองขาดอะไร เราต้องมีความรู้มากพอที่จะเห็นช่องว่างนั้นก่อน ทางออกจึงไม่ใช่มั่นใจในตัวเองอย่างเดียว แต่ต้องรับ Feedback เช็กข้อเท็จจริง และระวังเวลาที่ตัวเองรู้สึกมั่นใจง่ายเกินไปด้วย
6. คนที่เรียนรู้เก่ง มักไม่ได้แค่เรียนหนัก แต่รู้ว่าตัวเองพลาดตรงไหน
เวลาเจอข้อที่ทำไม่ได้ แทนที่จะสรุปว่า ฉันไม่เก่งเรื่องนี้ เขาจะถามต่อว่าเราทำไม่ได้เพราะ จำไม่ได้? เข้าใจหลักการผิด? ไม่รอบคอบ? หรือรู้แต่ทำไม่ทันเพราะกดดัน? เพราะแต่ละปัญหาต้องแก้คนละวิธี รวมถึงถ้าวิธีที่ใช้อยู่ไม่ได้ผล ก็ไม่ใช่ทำแบบเดิมให้หนักขึ้น แต่ต้องถามด้วยว่า หรือจริง ๆ ปัญหาอยู่ที่วิธีนี้ตั้งแต่แรก
7. เวลาเป็นผู้นำ ยิ่งต้องแยกให้ออกว่าเรากำลังเห็นความจริง หรือกำลังเอาประสบการณ์เก่ามาตัดสินเรื่องใหม่
สมองเราชอบเอาสถานการณ์ใหม่ไปเทียบกับเรื่องที่เคยเจอ เพราะมันเร็วและง่าย แต่เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้อาจไม่ได้เหมือนครั้งก่อน คนที่รู้ทันตัวเองจึงต้องถามว่า ฉันกำลังตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือกำลังตอบสนองกับภาพจำจากอดีต
รวมถึงเวลาเจอข้อมูลที่ขัดกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ต้องกล้าถามว่า ต้องมีหลักฐานแบบไหน ฉันถึงจะยอมเปลี่ยนใจ และต้องรู้ด้วยว่าเรื่องไหนตัวเองรู้จริง เรื่องไหนควรไปถามคนที่รู้มากกว่า เพราะความมั่นใจกับความสามารถจริงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
8. การเปลี่ยนนิสัยและการควบคุมอารมณ์ ก็เริ่มจากการจับตัวเองให้ทัน
ต่อให้รู้วิธีเลิกนิสัยเสียเป็นสิบวิธี แต่ถ้าในจังหวะที่กำลังจะทำ เรายังไม่รู้ตัวว่า ตอนนี้ฉันกำลังจะทำสิ่งที่พยายามเลิกอยู่นะ วิธีที่เตรียมไว้ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้
เรื่องอารมณ์ก็เหมือนกัน คนที่จัดการอารมณ์ได้ดีไม่ได้แปลว่าไม่โกรธ แต่เขาเริ่มจับตัวเองได้เร็วขึ้นว่า ตอนนี้กำลังโกรธ เลยมีช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่าง รู้สึก → ลงมือทำ และบางครั้งแค่หยุดได้ไม่กี่วินาที ก็เปลี่ยนสิ่งที่เราจะพูดหรือทำต่อจากนั้นได้แล้ว
9. ถ้าอยากฝึก Metacognition ให้เริ่มจากถามตัวเอง 3 ข้อนี้บ่อย ๆ
ฉันมั่นใจเรื่องนี้เพราะมีหลักฐานจริง หรือแค่รู้สึกว่ามันน่าจะใช่?
มีอะไรที่จะทำให้ฉันเปลี่ยนใจได้ และฉันลองหาข้อมูลฝั่งนั้นจริง ๆ แล้วหรือยัง?
ที่ยังทำแบบนี้อยู่ เพราะมันได้ผลจริง หรือแค่เพราะฉันคุ้นกับมัน?
คำถามไม่ได้ยากเลย แต่ต้องถามบ่อยพอ จนการเช็กความคิดตัวเองกลายเป็นนิสัย
10. เหตุผลที่เราทำเรื่องนี้ได้ยาก เพราะสมองถูกสร้างมาให้คิดเร็ว ไม่ได้ถูกสร้างมาให้นั่งตรวจสอบตัวเองตลอดเวลา
ในแต่ละวันเราใช้ประสบการณ์ สัญชาตญาณ และการตัดสินใจเร็ว ๆ เพื่อให้ชีวิตเดินต่อได้ ซึ่งจริง ๆ เป็นเรื่องดี เพราะถ้าต้องวิเคราะห์ทุกการตัดสินใจตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน เราคงแทบทำอะไรไม่ได้ แต่ข้อเสียคือ ความเร็วแบบเดียวกันนี้ก็สร้างจุดบอดให้เราได้เหมือนกัน
11. ประสบการณ์เยอะ ไม่ได้แปลว่าจะคิดถูกขึ้นเสมอไป ถ้าไม่เคยได้รับ Feedback ที่ตรงกับความจริง
คนที่ทำอะไรบางอย่างมานานอาจประเมินตัวเองได้แม่นขึ้น ถ้าตลอดทางมีคนหรือผลลัพธ์คอยบอกว่าอะไรถูก อะไรผิด แต่ถ้าทำเรื่องเดิมซ้ำมาหลายปีโดยไม่เคยมีอะไรแก้ความเข้าใจผิดให้เรา ประสบการณ์อาจกลับทำให้ ยิ่งมั่นใจในสิ่งที่ผิด เพราะการทำซ้ำไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นถูกขึ้น ถ้าไม่มีการตรวจสอบและแก้ไขระหว่างทาง
12. สุดท้าย Metacognition ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นนิสัยที่ฝึกได้
ลองทดสอบตัวเองแทนการอ่านซ้ำอย่างเดียว ถามตัวเองว่าหลักฐานอะไรจะทำให้เปลี่ยนใจ หยุดก่อนตอบเวลามีอารมณ์ รับ Feedback และคอยเช็กว่าสิ่งที่ทำอยู่ได้ผลจริง หรือแค่ทำเพราะเคยทำแบบนี้มาตลอด
เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ไม่เคยคิดผิด แค่ต้องเป็นคนที่จับได้เร็วขึ้นว่าตัวเองกำลังคิดผิด แล้วกล้าแก้ก่อนจะทำผิดแบบเดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ เพราะอย่างที่บทความทิ้งท้ายไว้ Metacognition อาจไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น แต่มันทำให้เราหลอกตัวเองได้ยากขึ้นมาก
#มินนี่แปลให้
포니 ⋆. 𐙚˚ retweeted
เป็นแปลสัมภาษณ์แดเนียล ในคำถามที่ว่า เสียดายมั้ยที่ตัดสินใจออกจากเรดบูลในตอนนั้น เนื้อหายาวนิดนึง แต่คำตอบชวนให้คิดตามมากๆ ถ้าใครสนใจก็แวะอ่านกันได้
---------------------------------
วิดิโอนี้ตัดมาจาก F1 Beyond the grid - Daniel Ricciardo สัมภาษณ์กับ Tom Clarkson ถ่ายทำช่วงระหว่างเรซ Austin 2026, ออกอากาศเมื่อ 20261028 ค่ะ
น่าจะเป็นอีกหนึ่งคำถาม ที่หลายคน อยากรู้คำตอบจากเจ้าตัว เท้าความก่อนว่า แดเนียลมาขับเรดบูลในปี 2014-2018 ช่วงเวลา 4 ปีกับเรดบูล ได้โพล 2 ครั้ง คว้าชัยชนะได้ 7 ครั้ง รวมถึงชัยชนะในสนามที่ทุกคนใฝ่ฝันอย่างโมนาโกด้วย
4 ปี คว้าชัยได้ 7 ครั้งก็ดูเหมือนจะไม่เยอะ แต่บริบทตอนนั้น รถเรดบูลแกร่งจริงช่วง 2010-2013 ที่เซปจับคู่กับมาร์ค แต่ตอนที่แดเนี่ยลเข้ามาคือ 2014 เป็นช่วงที่ทีมใหญ่อย่างเรดบูล เป็นเหมือนราชาตกบัลลังค์ เพราะทีมที่มีรถที่ขับเคี่ยวชิงแชมป์กันได้จริง คือเมอเซเดส
ในตอนนั้น ด้วยอายุ ประสบการณ์ ฟอร์มการขับ แดเนียลก็ถือเป็นดาวเด่น rising star ที่ทุกคนจับตามอง หลังขับมา 4 ปี ทุกคนก็คิดว่าแดเนียลจะต่อสัญญา แต่ก็กลับประกาศว่าจะออกจากเรดบูลไปอยู่กับเรโนลต์แทน
หลังจากเรดบูล ฟอร์มแดเนียลตกลงไปอย่างกับคนละคน จนปี 2023 โดนปลดจากแมคราเลนก่อนหมดสัญญา 1 ปี คริสเตียนก็ชวนแดเนียลก็กลับมาเป็น 3rd driver รอโอกาสได้ลงขับ จนในที่สุด Alpha Tauri ที่รู้กันดีว่าเป็นทีมน้องของเรดบูล ก็ให้แดเนียลลงขับแทนนิค ที่ทำผลงานได้ไม่ประทับใจ
ทุกอย่างก็เหมือนจะดีขึ้น แต่มีเรซที่แดเนียลขับชน แล้วข้อมือหัก ต้องพักฟื้น แล้วก็ทำให้ลงแข่งไม่ได้ 5 สนาม พอหายดีก็กลับมาแข่งต่อ แต่ฟอร์มแดเนียลไม่กระเตื้องขึ้นเลย จนมีคำถามว่าแดเนียลตอนนี้ยังเป็นคนเดียวกับตอนที่แข่งที่เรดบูลมั้ย แถมในช่วงที่พักฟื้น เลียมที่มาขับแทนก็ดูผลงานดีเข้าตาทีมไม่น้อย สุดท้ายทีมประกาศปลดแดเนียลฟ้าผ่า หลังจบสิงคโปร์ กรังปรีซ์ 2024 แล้วแดเนียลก็ออกจาก F1 ไปเลย
-------------------------------------
🎙️: มีคำถามหนึ่ง ที่ผมอยากถามคุณมานานมาก คุณเสียดายมั้ยที่ออกจากเรดบูลในปี 2018? ถ้าตอนนั้นคุณอยู่ต่อ คุณคิดว่าตัวเองจะเป็นแชมป์มั้ย?
3⃣: ผมก็ไม่รู้จริงๆ นะ ว่าจะตอบคำถามนี้ยังไง เพราะผมไม่อยากจะพูดว่า "โอ้ แน่ละ ถ้าอยู่ต่อ ก็คงเป็นแชมป์ไปแล้ว" เพราะผมคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วแม็กซ์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาเป็นหนึ่งในนักขับที่เก่งที่สุดตลอดกาล ซึ่งผมก็ไม่อยากจะลดทอนความจริงข้อนั้น แล้วบอกว่า "ใช่ ผมคงขยี้แม็กซ์ แล้วก็เป็นแชมป์ไปแล้ว"
คือ มันก็ไม่ใช่งานง่าย แต่ผมว่ามันก็ไม่ยุติธรรมกับเขาเหมือนกันที่จะพูดแบบนั้น แน่นอนครับ ว่าผมเคารพเขามาก ผมรู้ดีว่าการตัดสินใจตอนนั้น คือถ้าจะให้ผมเล่าทุกอย่างจริงๆ ละก็ มันบ้ามากครับ
🎙️: ดีทริชอยากให้คุณอยู่ต่อมั้ย?
3⃣: อยากครับ ถ้าจะให้ผมตอบสั้นๆ ใช่ครับ ผมคิดว่าผมควรจะอยู่ต่อนะ แต่ "คิดว่า" ก็ฟังดูไม่หนักแน่นเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่าผมน่าจะอยู่ต่อครับ แต่ไม่รู้สิ....... ตอนนั้นที่ผมตัดสินใจออกมา เพราะว่าผมรู้สึกสบายเกินไป ชะล่าใจไปหน่อย อยากลองทำอย่างอื่นดูบ้าง คือไม่รู้สิ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ชัดเจนเหมือนขาวกับดำขนาดนั้น
ถ้าเป็นคำถามที่ว่า นั่นเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ผมอาจจะได้เป็นแชมป์แล้วใช่มั้ย? ใช่ครับ แน่นอนที่สุด จากมุมนั้นผมก็อยากรู้ความจริงข้อนั้นเหมือนกัน ความจริงอีกด้านถ้าผมอยู่ต่อ ผมไม่อยากจะพูดว่ามันหลอกหลอนผม แต่มันเป็นเรื่องที่เราไม่มีคำตอบ แล้วผมเองก็อยากรู้มากเหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไง
แต่แน่นอน ผมพูดไปแล้วว่า มันก็เป็นความจริงเหมือนกันที่ว่าแม็กซ์ก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีโมเมนตัมที่ดีมาก ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ตัวเองจะพัฒนาฝีมือไปได้เรื่อยๆ แบบนั้นหรือเปล่า
มันก็พูดยากครับ แต่ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมทำได้ ผมอยากมีการแข่งขันแบบในปี 2018 ผมได้โพลที่เม็กซิโก ตลกดีครับ ผมก็ทำได้นะ ผมไม่เคยสงสัยในความสามารถตัวเองที่จะแข่งกับแม็กซ์ไปได้เรื่อยๆ แต่ก็ตอบยากครับ
ชัดเจนว่าหลังจากนั้น อาชีพผมพลิกผันลำบากไปหมด แล้วมันก็เป็นช่วงที่สำคัญด้วย ถ้าผมย้อนกลับไปใช้ชีวิตตอนนั้นได้อีกครั้้ง ผมจะอยู่ต่อมั้ย? แล้วผมก็สงสัยมากจริงๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือใช่ครับ ถ้าคุณจะเรียกมันว่าเสียดาย เสียใจ สงสัย หรืออะไรก็ตามแต่ ผมจะตอบว่าใช่ครับ
--------------------
เป็นบทสัมภาษณ์ที่ดีมากๆ สำหรับเรา แม้จะยังดูไม่จบ แต่ฟังแล้วก็ได้ตกตะกอนหลายอย่างเหมือนกัน ใครสนใจก็ไปตามดูฉบับเต็มกันได้ แปะลิงค์ให้ในเม้นนะ 👇
포니 ⋆. 𐙚˚ retweeted
การเรียกคนอื่นว่า cringe ไม่ได้ทำให้ประวัติศาสตร์ของเขาเปลี่ยนไปนะคะ
- คนที่มีแชมป์โลก Formula 1 จำนวน 7 สมัย
- ชัยชนะในการแข่งขัน Grand Prix มากกว่า 100
- ตำแหน่ง Pole Position 104
- แชมป์โลกครั้งแรกในปี 2008 กับทีม McLaren ขณะอายุเพียงแค่ 23 ปี และเป็นแชมป์โลกชาวผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์ Formula 1
- ก่อตั้งมูลนิธิ Mission 44 เพื่อช่วยให้เยาวชนจากกลุ่มที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาและอาชีพ
- จัดตั้ง The Hamilton Commission
ในปี 2020 เขาร่วมมือกับ Royal Academy of Engineering เพื่อคนผิวดำ
- ร่วมก่อตั้งโครงการ Ignite
- ใช้พื้นที่สาธารณะเรียกร้องความเท่าเทียมตลอด
และการที่ผู้คนเรียกลูวิสว่าท่านเซอร์ไม่ใช่เพราะเป็นฉายาที่แฟนคลับตั้งให้ แต่เป็นยศอัศวินที่ได้รับพระราชทานอย่างเป็นทางการจากผลงานอันโดดเด่นและคุณูปการต่อวงการมอเตอร์สปอร์ต
การจะไม่ชอบเขาก็เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่ถ้าจะด่าก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนนะคะ
อันนี้เวลาเราจะจองตั๋วบินเราทำแบบนี้ประจำ
- จองล่วงหน้าแค่ 3 เดือนก่อนบิน
- ใช้ google flight ไม่ก็ skyscanner ช่วยหาตั๋วเทียบราคา
- ซื้อตั๋วช่วงวันอังคาร-พุธ เวลาตี 1-2
- รอซื้อช่วงเทศกาล แคมเปญ หรือตามบูธงาน จะมีโปรพิเศษตลอด
- ตัดบัตรเครดิตที่ร่วมรายการลด ไม่ก็จ่ายเต็มเลยก็จะได้ราคาที่ถูกลงอีก
- เวลาเช็กราคาผ่าน ota เข้าแบบ incognito mode/ ไม่ log in
- อย่าเช็กราคาถี่ ถ้าเช็กถี่ระบบมันคอยแอบเพิ่มราคาตลอด มันรู้ว่าเราจะไป5555
ที่เราทำก็จะประมาณนี้ เอาที่นึกออกตอนนี้555 แต่เห็นคนรีวิวซื้อผ่าน Shopee ก็มีนะ ราคาถูกมากกกก เคยลองกดเหมือนกันเจอราคาถูกเกิน ไม่กล้าซื้อกลัวโดนยกเลิก 555555555
























